การที่เรานั้นจะแต่งงานนั้นเรานั้นก็ควรที่จะมั่นใจว่าเขานั้นไม่ติดโรค  

การที่เรานั้นจะแต่งงานเพื่อที่เรานั้นจะมีครอบครัวให้สมบูรณ์ นั้นเรานั้นต้องมีลูกเพื่อที่จะได้สืบทอดต่อจากเรา  และเป็นลูกที่เรานั้นสองคนนั้นรักกัน การที่เรานั้นนั้นจะตัดสินใจว่าเรานั้นจะมีลูกนั้นเรานั้นต้องมั่นใจว่าสามีของเรานั้นเป็นคนที่ไม่มีโรคหรือว่าติดเชื้อ HIV  การที่เรานั้นจะป้องกันเรื่องนี้นั้นเรานั้นก็ควรที่จะพาแฟนที่เรานั้นจะตัดสินใจว่าเรานั้นจะร่วมทุกข์หรือว่าสุขนั้นไปทำการตรวจร่างกายว่าแฟนของเรานั้นติดเชื้อ HIV  หรือเปล่า  

       การที่เรานั้นตัดสินใจตรวจนั้นก็เป็นเรื่องที่ดีเพราะว่าการที่เรานั้นจะใช้ชีวิตคู่นั้นเรานั้นไม่รู้ว่าแฟนของเรานั้นเคยผ่านอะไรนั้นมามั่งเคยที่จะคุกครีกับคนที่เป็นโรคนี้หรือเปล่าการที่เรานั้นตรวจสอบหรือว่าให้หมอนนั้นตรวจเป็นการที่เรานั้นให้ความไว้วางใจแก่กัน   การที่เรานั้นจะใช้ชีวิตแบบนี้นั้นเป็นการที่เรานั้นจะได้ป้องกันว่าเรานั้นจะใช้ชีวิตแบบไหน

การที่เรานั้นรู้เท่าทันว่าเราคนที่เรานั้นแต่งงานด้วยนั้นติดเชื้อนั้นเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคนไหนนั้นรับได้  แต่ถ้า การที่เรานั้นรู้เท่ากันนั้นว่าเรานั้นคบกับคนที่เป็นโรคนั้นเรานั้นสามารถที่จะได้ใช้ชีวิตที่ในทางที่ถูกและเป็นการที่เรานั้นแพร่เชื้อให้กับคนรอบข้าง  การที่เรานั้นรับรู้ว่าเรานั้นต้องอยู่กับคนที่เป็นโรคนั้นเรานั้นจะได้รู้วิธีในการที่เรานั้นใช้ชีวิต ในการที่ไม่ประมาท  

การที่เรานั้นอยู่กับคนที่ป่วยนั้นเรานั้นก็ควรที่จะรู้วิธีในการที่เรานั้นใช้ชีวิตในการดำรงชีวิตที่ถูกที่และถูกทางและการที่เรานั้นรู้ตัวว่าเรานั้นติดเชื้อนั้นเรานั้นจะได้รู้ว่าเรานั้นไม่สามารถที่เรานั้นจะมีลูกนั้นได้  การที่เรานั้นเป็นผู้ป่วยในเชื้อ HIV นั้นเรานั้นไม่สามารถที่จะมีลูกนั้นได้และถ้าเรานั้นตั้งท้องและเรานั้นติดเชื้อนั้นเรานั้นก็ควรที่จะบอกคุณหมอและเรานั้นก็ควรที่จะปรึกษาคุณหมอว่าเรานั้นควรที่จะทำอย่างไร เพราะว่าการที่เรานั้นมีลูกนั้นลูกของเรานั้นจะติดเชื้อไปด้วย  จากการที่เรานั้นรับเชื้อเข้าไป  

    ดังนั้นการที่เรานั้นจะใช้ชีวิตคู่นั้นเรานั้นควรที่จะตรวจดูด้วยว่าแฟนของเรานั้นจะติดเชื้อ HIV  เป็นการที่เรานั้นจะได้รู้ว่าแฟนของเรานั้นปลอดโรค

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ผลเลือด non reactive แปลว่าอะไร

อาหารที่ไม่ควรนำไปแช่เย็น 

1 ซอสเผ็ดเราไม่ควรนำพวกซอสเผ็ดต่างๆไปแช่ในตู้เย็นเพื่อให้เป็นพื้นที่ของตู้เย็นเพราะจริงๆแล้วพวกซอสแถวนั้นไม่ว่าจะอยู่ในอุณหภูมิปกติหรือในตู้เย็นก็มีค่าเท่ากันเพราะมันไม่เสียง่ายอยู่แล้วเพราะว่าสอบพรุ่งนี้ปกติบริษัทที่เค้าผลิตซอสมาก็จะมีการควบคุมอายุการใช้งานอยู่แล้วซึ่งยิ่งถ้าเรานำซอสไปแช่ตู้เย็นก็จะทำให้น้ำซอสมีความเข้มข้นเดี๋ยวมากยิ่งขึ้นดังนั้นเอาไว้นอกตู้เย็นจะเป็นการถนอมอาหารได้ดีกว่าการเข้าตู้เย็น        

2ซอสมะเขือเทศเราไม่จำเป็นต้องนำซอสมะเขือเทศเข้าตู้เย็นเลยเพราะวางไว้ข้างนอกซอสมะเขือเทศก็เหนียวคนอยากต่อการใช้งานอยู่แล้วถ้ายิ่งเอาไปเข้าตู้เย็นจะยิ่งทำให้เหนียวหนักขึ้นไปอีกซึ่งจะทำให้เวลาที่ออกมาใช้งานจะเทได้ยากดังนั้นการเก็บรักษาซอสมะเขือเทศเราเก็บไว้นอกตู้เย็นก็ได้

3 นูเทลล่า คุณจะเก็บรักสาไว้นอกตู้เย็นจะดีที่สุดเพราะการเก็บไว้ในตู้เย็นจะทำให้มันแข็งตัวแล้วจะมีน่ากินที่สำคัญจะทำให้ตับยากมากหากเอาไว้ดันนอกเนื้อครีมจะนุ่มกว่าง่ายต่อการตัดมารับประทาน

4 น้ำมันมะกอกเราไม่จำเป็นต้องยืด อายุการใช้งานของน้ำมันมะกอกด้วยการแช่ตู้เย็นเพราะจริงๆแล้วอายุการใช้งานของมันเอาวางไว้นอกตู้เย็นก็สามารถใช้งานได้นานเป็นปีอีกอย่างน้ำมันมะกอกมันมีใครมันอยู่ข้างไหนด้วยเดินทางแช่ตู้เย็นจะทำให้เกิดไขมันแข็งตัวดังนั้นการวางขวดน้ำมันมะกอกไว้ด้านนอกตู้เย็นจะดีกว่าการนำเข้าตู้เย็น

5ทูน่าการเก็บรักษาทูน่ากระป๋องนั้นไม่จำเป็นต้องเก็บไว้ในตู้เย็นเพราะหากเอาไว้ตู้เย็นจะทำให้ทูน่ากระป๋องมีความชุ่มชื้นจากความเย็นและจะทำให้กระป๋องเป็นสนิมได้ง่ายขึ้นซึ่งถือว่าเป็นอันตรายเป็นอย่างมากถ้าเรากินทูน่ากระป๋องที่มีกระป๋องขึ้นสนิมดังนั้นการเก็บไว้นอกตู้เย็นจะทำให้คุณไม่ต้องเจอกับอันตรายของซักกระป๋อง 

6ขนมปังเจว่าหลายคนเวลาอยากเก็บซุ้มอาหารก็มักจะซื้อของเสร็จแล้วมาเก็บไว้ในตู้เย็นแต่การเก็บขนมปังไม่ควรเก็บไว้ในตู้เย็นเพราะจะทำให้มีเชื้อราขึ้นได้ง่ายดังนั้นการถนอมอาหารอย่างเช่นขนมปังเราเพียงแค่วางไว้ที่อุณหภูมิห้องก็สามารถถือว่าเป็นการถนอมอาหารได้แล้วเพราะอันที่จริงขนมปังจะมีอายุการรับประทานของเขาการนำไปใส่ตู้เย็นจะทำให้ขนมปังแข็งตัวและทานแล้วไม่อร่อยแต่ถ้าอยากและมีความเป็นจำเป็นที่จะต้องใส่ในตู้เย็นจริงๆควรเอาขนมปังใส่ถุงซิปล็อคแล้วปิดให้สนิทจะเป็นการยืดอายุการใช้งานขนมปังในตู้เย็นได้ดีที่สุด

 

 

สนับสนุนโดย  บุหรี่ไฟฟ้า

หากอยากถนอมอาหารเหล่านี้ควรเก็บไว้นอกตู้เย็น

 อาหารบางชนิดหากเราเก็บไว้ในตู้เย็นก็จะทำให้เน่าเสียได้เร็วเพราะความชื้นในตู้เย็นมีผลต่อการรักษาสภาพของอาหารนั้นนั้นดังนั้นวันนี้เราจึงจะมาดูกันว่ามีอาหารอะไรบ้างที่ควรเก็บไว้นอกตู้เย็นแล้วจะสามารถยืดอายุการใช้งานและยืดอายุการกินได้นานกว่าการนำไปเข้าแช่ในตู้เย็น

1 มะเขือเทศชื่อหรือไม่ว่าหากเรานำมะเขือเทศไปใช้เก็บไว้ในตู้เย็นเราจะเห็นว่าที่ผิวของมะเขือเทศจะเป็นรอยเหี่ยวซึ่งทำให้มะเขือเทศไม่น่ากินการเก็บมะเขือเทศที่ถูกต้องนั้นให้เรานำไว้ในอุณหภูมิห้องปกติมะเขือเทศจะยังสามารถสดและยืดอายุการใช้งานได้มากกว่าการเก็บรักษาไว้ในตู้เย็นเสียอีกแต่ทางที่ดีจะกินเมื่อไหร่ก็ค่อยซื้อใหม่ไม่ควรซื้อมาตุนไว้จะเป็นการดีที่สุด

2 มันฝรั่งคุณเคยเห็นหรือไม่ว่าเวลาที่เราซื้อมันฝรั่งมาแล้วใช้ไม่หมดหากเรานำไปเก็บไว้ในตู้เย็นแค่เพียงสองสามวันเท่านั้นมันฝรั่งที่นั้นก็จะมีรากงอกออกมาทันทีซึ่งหากมันฝรั่งมีรากออกมาแล้วมันจะมีสารบางอย่างที่เราไม่ควรกินดังนั้นการเก็บรักษามันฝรั่งที่ถูกต้องจึงควรเก็บไว้ในอุณหภูมิห้องปกติไม่จำเป็นต้องเอาเข้าแช่ในตู้เย็น

3 Apple อันที่จริงแล้วหากเราซื้อแอปเปิลมาเราต้องการถนอมเก็บไว้ได้นานเราสามารถเก็บแอปเปิลไว้ในอุณหภูมิห้องปกติก็ได้เพียงนำกระดาษมาหอไอ้เปิ้ลแต่ละลูกเอาไว้เก็บไว้ในที่ที่ผลแสงแต่หากต้องการกินแอปเปิลนั่นนานจะเก็บไว้ในตู้เย็นก็ได้เพียงแต่ข้อเสียของการเอาแอปเปิลใส่ไว้ในตู้เย็นนั้นก็คือจะทำให้รสชาติของ Apple เสียไป

4 อะโวคาโด้เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณนำผลอาโวคาโดไปเก็บไว้ในตู้เย็นแล้วเราก็เชื่อได้เลยว่าอะโวคาโด้ของคุณจะแข็งและไม่น่ารับประทานที่สำคัญหากมันยังเป็นสีเขียวสดอยู่แล้วคุณเอาไปแช่ตู้เย็นเมื่อไหร่มันจะยังคงความเขียวอยู่อย่างนั้นเพราะว่ามันจะสุกช้ามากดังนั้นการเก็บถนอมรักษาอะโวคาโด้ที่ดีที่สุดเมื่อซื้อมาแล้วควรเอาวางไว้นอกตู้เย็นให้สีของอะโวคาโด้ด้านนอกจากสีเขียวเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้มหรือว่าสีน้ำตาลก่อนแล้วจึงนำไปเก็บไว้ในตู้เย็นจะดีที่สุด

5 กระเทียมอีกหนึ่งอย่างที่ห้ามอย่างเด็ดขาดที่จะไปเก็บเอาไว้ในตู้เย็นนั่นก็คือกระเทียมพ่อเจ้ากระเทียมตอนนี้นี่หักเก็บไว้ในตู้เย็นแล้วจะทำให้เกิดเชื้อราเพราะมันไม่ชอบความอับชื้นหากต้องการยืดอายุการใช้งานของกระเทียมเอาไว้นอกตู้เย็นวางไว้ในพื้นที่ที่ไม่ใช่ที่อัพชื้นในพื้นที่แห้งก็จะเป็นการยืดอายุการใช้งานกระเทียมได้แล้วเราจะเห็นว่าหากเรากระเทียมใส่ไว้ในตู้เย็นซักประมาณหนึ่งอาทิตย์มันจะเริ่มมีรากแล้วมีลำต้นซึ่งจะไม่สามารถกินได้แล้วและที่สำคัญมันจะเน่าเสียเร็วมากด้วย

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

การรักษาจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

เป็นอย่างที่ทราบกันดีว่าตอนนี้เกิดการระบาดของเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่รุนแรงเป็นอย่างมากนั้นก็คือ ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดยแหล่งกำเนิดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้มาจากเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน ในปัจจุบันมีรายงานพบว่ามีชาวจีนที่เป็นผู้ติดเชื้อแล้วมากกว่า 800 คน และผู้เสียชีวิตแล้วที่เพิ่มขึ้นอีกเป็น 25 คน

ซึ่งคาดว่าอาจจะมีจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นอีก เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้นั้นได้เริ่มแพร่ระบาดในประเทศตามเมืองอื่นๆเพิ่มมากขึ้น และเริ่มแพร่ระบามายังต่างประเทศอย่าง ไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เวียดนาม ไทย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่นั้นเป็นเพราะการเดินทางมาของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเข้ามาภายในประเทศ และการที่คนได้ไปท่องเที่ยวเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน

แล้วกลับเข้าประเทศมาทำให้ติดเชื้อไวรัสมาด้วยนั้นเอง การตั้งคำถามจากการที่มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นนั้นคือ ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์นี้ไม่มียาสำหรับรักษาหรือ? ต้องขอพูดถึงการเริ่มติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ก่อนว่า จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค ได้ทำการเทียบเคียงกับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ดั้งเดิม

โดยเบื้องต้นแล้วนั้นผลประเมินออกมาว่า

ในเชื้อไวรัสของสายพันธุ์ใหม่นั้นมีระยะฟักตัวเป็นระยะที่สั้น คือตั้งแต่ 2-14 วัน นี่จึงทำให้เป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องออกมาประกาศเตือนสำหรับผู้ที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ว่าให้เฝ้าระวังและทำการสังเกตอาการของตนเองเป็นระยะเวลาประมาณ 14 วันเพื่อเช็คร่างกายว่ามีอาการอะไรเกิดขึ้นหรือไม่ แต่ไม่จำเป็นต้องรอถึง 14 วันเท่านั้นเพราะในคนทั่วไปก็จะแสดงอาการภายใน 1 สัปดาห์

นั้นก็แล้วแต่กรณีสำหรับบางคนอาจจะแสดงอาการเร็วหรือช้ากว่านั้นก็เป็นไป เพียงแค่ตั้งกรอบเอาไว้ในระยะเวลา 14 วันตามระยะของการฟักของเชื้อโรค เพื่อทำการสังเกตตนเอง อาการเบื้องต้นที่จะพบคือ อาการที่เกิดขึ้นของระบบทางเดินหายใจ หากพบว่ามีความผิดปกติของระบบทางเดินหายใจควรที่จะรีบไปพบแพทย์ทันที

เพื่อทำให้ตรวจวินิจฉัยอาการที่เป็นและทำการรักษาอย่างเหมาะสม หลายคนถามถึงการเสียชีวิตของผู้ที่ติดเชื้อว่าไม่มียารักษาหรือการรักษาที่ทำให้หายขายหรืออย่างไร ใช่แล้ว ในตอนนี้ยังไม่มียาหรือการรักษาที่สามารถทำให้ผู้ติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์นี้หายได้อย่างถาวร แต่เพียงแค่ยาที่จะสามารถช่วยประคับประคองได้ แต่ถ้าหากทานยาอย่างสม่ำเสมอและทำตามคำแนะนำของแพทย์แล้วนั้นก็จะมีอาการที่ดีขึ้นได้และก็สามารถให้ได้ในอนาคต

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

อันดับรถบิ๊กไบค์มือสอง 4 สูบ

10 อันดับรถบิ๊กไบค์ 4 สูบที่่ราคาถูกที่สุดในปี 2019

การจัดอันดับในครั้งนี้นะครับ ผมจัดอันดับตามคำเรียกร้องของแฟนๆที่อยากให้ผมจัดอันดับรถราคาที่ถูกที่สุดนะครับ แต่ว่าในบทความนี้ผมเอา 4 สูบเรียงกันก่อนเลยละกันนะครับ เพราะว่าเพื่อนๆขอเข้ามากันเยอะมาก ผมก็รู้อยูู่นะว่าทำไมถึงอยากจะได้ 4 สูบเพราะว่าเสียงที่มันหวานและอยากได้ราคาที่มันถูกเพราะงั้นผมก็เลยจัดให้นะครับ ในการจัดอันดับในครั้งนี้ผมบอกเอาไว้นิดนึงนะครับว่า รถที่ผมเอามาจัดอันดับในครั้งนี้ผมจะนับเฉพาะรถมือหนึ่งเท่านั้นครับ รถ บิ๊กไบค์มือสอง ที่มีอยู่ในตลาดมือสองผมจะไม่นับนะครับและก็รถแต่งพิเศษก็จะไม่นับเช่นเป็นรถที่มีการผลิตพิเศษที่ทำให้ราคาสูงขึ้น หรือต่ำลงผมจะไม่นับนะครับจะนับรุ่นหลักๆเท่านั้น

อันดับที่ 10 YAMAHA YZF R10 เป็นรถทรง sport เครื่องยนต์ขนาด 600cc โดยมีราคาค่าตัวอยู่ที่ 549,000 บาท

อันดับที่ 9 HONDA CB 1000R เป็นรถทรง neo sport cafe มีเครื่องยนต์ขนาด 1000cc มีราคาค่าตัวอยู่ที่ 515,000 บาท และถือว่าเป็นรถ 1000cc ที่มีราคาถูกที่สุดในกลุ่มรถบิ๊กไบค์ 1000cc ด้วยกันนะครับ

อันดับที่ 8 KAWASAKI Z1 หรือ Z900RS เป็นรถทรง sport แบบคลาสสิคมีขนาดเครื่องยนต์ 900cc โดยมีค่าตัวอยู่ที่ 485,000 บาท

อันดับที่ 7 KAWASAKI NINJA ZX6R เป็นรถบิ๊กไบค์ทรง sport full fairing ขนาดเครื่องยนต์ 600cc ปริมาตรกระบอกสูบจริงอยู่ที่ 636cc และมีค่าตัวอยู่ที่ 439,000 บาท

อันดับที่ 6 KAZASAKI Z900 เป็นรถบิ๊กไบค์ทรง naked ขนาดเครื่องยนต์ 900cc และก็เชื่อหรือไม่เชื่อนะครับว่ารถขนาด 900cc ราคาไม่ถึง 4แสนบาทก็คันนี้แหละครับ เพราะว่า z900 มีราคาค่าตัวอยู่ที่ 399,000 บาท แล้วก็เป็นรถบิ๊กไบค์ที่ราคาถูกที่สุดในรุ่นเดียวกันนี่เองครับ

อันดับที่ 5 SUZUKI GSX X750 เป็นรถบิ๊กไบค์ทรง naked มีขนาดเครื่องยนต์ 750cc โดยมีราคาค่าตัวอยู่ที่ 377,000 บาท

อันดับที่ 4 BENELLI TNT600GT เป็นรถบิ๊กไบค์ทรง naked touring bike ขนาดเครื่องยนต์อยู่ที่ 600cc และมีค่าตัวอยู่ที่ 344,000 บาท

อันดับที่ 3 HONDA CBR 650R เป็นรถบิ๊กไบค์ทรง sport full fairing ขนาดเครื่องยนต์ 650 cc โดยมีค่าตัวอยู่ที่ 320,000 บาท และถือเป็นรถ sport full fairing ที่ราคาถูกที่สุด ณ ตอนนี้นะครับ

อันดับที่ 2 HONDA CB650R เป็นรถบิ๊กไบค์ทรง neo sport cafe มีขนาดเครื่องยนต์ 650cc และมีราคาอยู่ที่ 305,000 บาท

อันดับที่ 1 BENELLI BN600I เป็นรถบิ๊กไบค์ทรง naked มีขนาดเครื่องยนต์ 600cc และราคารุ่นสุดท้ายของเราอยู่ที่ 275,000 บาท แล้วรุ่นนี้เป็นรถ 600cc 4สูบที่ราคาถูกที่สุดครับ

ก็จบกันไปแล้วนะครับ สำหรับการจัดอันดับรถบิ๊กไบค์ 4 สูบที่ราคาถูกที่สุดในปี 2019

โรคไข้เลือดออก สังเกตระยะโรค

โรคไข้เลือดออก สังเกตระยะโรค

ระยะของโรคไข้เลือดออกมีทั้งหมด 3 ระยะ ได้แก่

1) ระยะไข้ ซึ่งเป็นระยะไม่อันตราย พิจารณาได้จากการจับไข้สูงลอย 2 – 7 วัน แม้ว่าจะเช็ดตัวรวมทั้งรับประทานยาไข้ก็ไม่ต่ำลง นอกนั้นจะมีลักษณะอาการเมื่อยเนื้อเมื่อยตัว ปวดกระบอกตา และอ้วกคลื่นไส้ร่วมด้วย ในบางรายอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีผื่นขึ้นตามตัวได้

2) ระยะช็อก ซึ่งจะมีลักษณะอาการภายหลังไข้ลด 24 – 48 ชั่วโมง อาการช็อกของคนที่ไม่สบายเลือดไหลจำนวนมากมีต้นเหตุจากภาวการณ์เลือดข้น โดยความเข้มข้นของเลือดสูงมากขึ้น เลือดก็เลยมีความหนืด ส่งผลให้ไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ยาก ถ้าเกิดปล่อยไว้เป็นเวลานานเกินไปอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอาการเข้าแทรก ดังเช่นว่า ไตวาย ตับอักเสบ ทานอาหารแล้วอ้วก คลื่นไส้ตลอด หนักเข้าถึงขั้นที่อวัยวะต่างๆภายในร่างกายที่ขาดเลือดไปเลี้ยงไม่ทำงาน เสียเป็นจุดๆ จนถึงจำต้องเอาออก ตัดออก ฉะนั้นผู้ป่วยในตอนนี้จำต้องเข้ารับการดูแลและรักษาให้ทันในโรงพยาบาล เพื่อไม่ให้มีการสูญเสียอวัยวะอื่นๆ ตามมา

นอกเหนือจากนี้ยังมีภาวการณ์ช็อกจากอาการเลือดไหล ด้วยเหตุว่าผู้ป่วยจะจับไข้เลือดไหลเกล็ดเลือดจะต่ำ ทำให้เลือดไหลง่าย บางบุคคลมีเลือดผสมออกมาในขณะคลื่นไส้ เมื่อเลือดไหลเรื่อยๆ ก็จะเกิดภาวะช็อกจากการขาดเลือด แม้กระนั้นบางบุคคลอาจไม่มีอาการช็อกเลยก็ได้ ขึ้นกับว่าได้รับเชื้อไวรัสสายพันธุ์ร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรง และการเฝ้าระวังในตอนนี้พอเพียงไหม

3) ระยะหาย เป็นระยะในที่สุดของไข้เลือดออก คนเจ็บจะเริ่มต้องการของกิน เข้าห้องน้ำบ่อยครั้ง เริ่มมีผื่นคัน และชีพจรเต้นช้าลง

ในการรักษาโรคไข้เลือดออกนั้นไม่มียาเฉพาะ แม้กระนั้นจะใช้แนวทางรักษาตามอาการ อย่างเช่น ระยะไข้ให้รับประทานยาลดไข้แล้วเช็ดตัวช่วย แต่ว่าถ้าหากเป็นไข้เกิน 3 วัน ควรจะไปพบหมอเพื่อเจาะเช็กผลเลือดและความดัน ถ้าเกล็ดเลือดต่ำลงมากกว่า 100,000 ต่อลูกบาศก์มม. ก็เดาได้ว่าจะจับไข้เลือดไหลจำพวกร้ายแรง เนื่องจากในคนธรรมดาจะมีเกล็ดเลือดโดยประมาณ 150,000 – 400,000 ต่อลูกบาศก์มม. รวมทั้งมีความเข้มข้นของเลือดอยู่ที่ 36 – 40 g/dl ด้วยเหตุนั้นถ้าเกิดเกล็ดเลือดต่ำว่า 100,000 ต่อลูกบาศก์มม. และก็มีความเข้มข้นสูงถึง 42 – 45 g/dl จะต้องเริ่มเฝ้าระวังอาการช็อกโดยเร็ว

ถ้าอยู่ในระยะช็อกแพทย์จะให้รับประทานเกลือแร่ เนื่องจากว่าเมื่อเกล็ดเลือดต่ำสามารถในการหุ้มห่อน้ำเลือดของเส้นเลือดจะต่ำลง ทำให้น้ำเลือดไหลซึมออกได้ เป็นต้นเหตุที่ทำให้ความเข้มข้นของเลือดสูง เมื่อรับประทานเกลือแร่เข้าไปจะสามารถชดเชยน้ำเลือดที่ซึมออกไปได้ แต่ว่าถ้าเป็นระยะที่มีความผิดปกติมากเกินไป มีลักษณะอาการช็อก หรือคนไข้ไม่อาจจะทานเกลือแร่ได้ จะให้น้ำเกลือจำพวกพิเศษสำหรับไข้เลือดออกโดยยิ่งไปกว่านั้น เมื่อไปสู่กระแสโลหิตแล้วจะไหลซึมออกช้าลง เพื่อช่วยทุเลาอาการ

น่ากลัวแบบงี้ฟังดูแล้วคงจะไม่มีผู้ใดต้องการเจ็บป่วยเลือดด้วยไข้เลือดออกแน่ๆ แนวทางกล้วยๆ ที่จะช่วยปกป้องตัวเองจากโรคไข้เลือดออกได้ก็คือ การดูแลไม่ให้โดนยุงกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุงลาย เนื่องจากว่าพวกเราไม่มีวันทราบได้ว่ายุงตัวไหนจะมีเชื้อไวรัสเด็งกี การปกป้องไม่ให้ยุงกัดก็เลยเป็นวิธีที่เยี่ยมที่สุด และที่สำคัญการทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลาย ไม่ให้สามารถขยายพันธุ์และแพร่ระบาดโรคได้ก็ทางเลือกที่ดี ดังนั้นเมื่อมองเห็นน้ำนองที่ไหนจำต้องรีบจัดการโดยทันที อย่าปล่อยทิ้งเอาไว้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นมันอาจจะนำไข้เลือดออกมาสู่ตัวเราได้แบบไม่ทันตั้งตัว

การฟังเสียงที่ดังมากจนเกินไปมีปัจจัยเสี่ยงให้เป็นอะไรได้บ้าง

อันตรายรอบตัวโดยการรู้เท่าไม่ถึงกาลนี่น่ากลัวกว่าสิ่งอื่นใดเลยนะ เพราะหากเรารู้และป้องกันหรือหาแนวทางการแก้ไขหรือหลีกเลี่ยงได้อย่างถูกต้องเราก็ไม่เสี่ยงที่จะเป็นโรคร้ายต่างๆ แต่หากเราไม่ทราบอะไรเลยที่เกี่ยวกับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวันที่มีความเสี่ยงในการเป็นดรคต่างๆนั่นคงแย่มากเลยแหละ

เราต้องทราบก่อนว่าเสียงที่ดังจนเกินไปนั้นส่งผลให้กับระบบประสาทหูของเราได้ ซึ่งเป็นที่แน่นอนเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าหากมีการได้ยินที่เสียงดังจนเกินไปเราย่อมเกิดปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินตามมาอย่างแน่นอน

การดำเนินชีวิตในปัจจุบันนี้เสี่ยงมากกับการเกิดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเสียง เพราะเยงที่ใช้ในชีวิตประจำวันนั้นเป็นเสียงที่ดังมากเกินความจำเป็นอาทิเช่น การดูหนังที่มีภาพจอใหญ่จะต้องฟังเสียงดังกระหึ่ม เพื่อให้ได้อรรถรสในการรับชมนั่นเอง หรืออาจจะพูดได้ว่าการเที่ยวสถานบันเทิงในสมัยนี้เป็นที่นิยมกันอย่างมาก จะเห็นได้ว่าเสียงในสถานที่บันเทิงเหล่านั้นมีเสียงที่ดังจนบางทีก็ทำให้เราหูดับได้ในทันที

ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าการใช้ชีวิตทุกวันนี้เป็นการเสี่ยงเป็นอย่างสูงที่จะทำให้เราเกิดอาการที่มีผลต่อการได้ยิน ทำให้หลายคนหันมาให้ความสนใจกับเครื่องช่วยฟัง ที่มีผลในการช่วยการขยายเสียงสำหรับผู้ที่ประสบกับปัญหาเหล่านี้ แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะประสบทุกคน แต่ทว่าในการใช้ชีวิตนั้น ประสาทหูของเราก็ย่อมมีการเสื่อมลงตามกาลเวลาเช่นเดียวกับร่างกาย

จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ร่างกายของผู้สูงอายุมีการเปลี่ยนแปลง รวมไปถึงระบบของการได้ยินอีกด้วย และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาเครื่องช่วยฟัง เพื่อเป็นการพูดคุยหรือสนทนาให้รู้เรื่องนั่นเอง

ต้องเสียงดังถึงระดับไหนถึงจะเรียกว่าอันตราย

การเผชิญหรือการใช้ชีวิตในปัจจุบันนั้น มีการสัมผัสกับกิจกรรมต่างๆที่อยู่รอบตัวเรา ซึ่งมันนก็ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ทั้งหมด เนื่องจากเหตุการณ์เหล่านี้ก่อให้เกิดการทำให้เราได้ยินเสียงที่ผิดปกติไปจากเดิม ดังนั้นเรามาดูกันว่าเสียงระดับไหนที่เรียกว่าดังจนเกินไป

เสียงที่เราสนทนาหรือพูดคุยกันทั่วไปนั้นจะใช้ความดังอยู่ระดับ 60 เดซิเบล ซึ่งถือว่าไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆแก่เราและบุคคลรอบข้าง แต่ถ้าหากว่ามีความดังอยู่ที่ระดับ 85 เดซิเบลขึ้นไป ก็มีผลในปัญหาระยะยาวของเราได้อยู่เหมือนกัน

และยิ่งระดับ 120 เดซิเบลขึ้นไป แน่นอนแหละคะว่าเสียงเหล่านี้ก่อให้เกิดกับระบบของการได้ยินของเราเป็นแน่ หากได้ยินเป็นเวลานานๆหรือบ่อยมากก็เข้าข่ายอยู่ในผลเสี่ยงที่จะมีปัญหาเกี่วกับการได้ยินนะคะ

การมีเสมหะในคอเรื้อรัง อาจเกิดจากโรค

เสมหะเกิดจากการที่มีเชื้อโรคปะปนเข้าไปกับอากาสที่หายใจหลอดลม โดยที่เชื้อโรคนั้นเมื่อมีเพิ่มขึ้น อวัยวะของหลอดลมที่ไม่ต้องการให้สิ่งนั้นลงปอด จึงสั่งให้ต่อมบางอย่างในหลอดลมสร้างสารคัดหลั่งออกมาเพื่อดักจับเชื้อโรคนั้น ที่อยู่ในเยื่อบุทางเดินหายใจ ซึ่งก็กลายเป็นเสมหะ แต่การที่มีเสมหะในคอเรื้อรังนั้น อาจเกิดจากโรค หรือภาวะบางอย่างดังนี้
1. โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ (allergic rhinitis) และจมูกอักเสบชนิดไม่แพ้ (non-allergic rhinitis)

2. โรคไซนัสอักเสบ (rhinosinusitis)
3. โรคกรดไหลย้อน (gastroesophageal reflux disease: GERD)

4. การใช้เสียงผิดวิธี (muscle misuse dysphonia)

5. โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง (chronic bronchitis) และโรคหืด (asthma)

6. การติดเชื้อเรื้อรังบริเวณคอ (chronic infectious pharyngitis)

7. การระคายเคือง และ/หรือการบาดเจ็บเรื้อรังบริเวณลำคอ (chronic irritative and/or traumatic pharyngitis)

ถ้าไม่ต้องการมีเสมหะ ก็ต้องป้องกันที่ต้นเหตุ
1. สวมผ้าปิดจมูก หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรค หรือ สิ่งแปลกปลอมเข้ามาในหลอดลม หรือพยายามหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีความเสี่ยงสูง เช่น โรงไม้ โรงขี้เลื่อย โรงเผาถ่าน เป็นต้น โดยหากการสวมใส่หน้ากากอนามัย ทำให้รู้สึกอึดอัด สามารถใช้ยาหม่องน้ำหยดที่ผ้าปิดจมูกได้ รับรองอาการนี้จะดีขึ้น

2. ถ้าเสมหะข้นและเหนียวอาจจะดื่มน้ำอุ่นเพื่อช่วยละลายเสมหะได้ไม่ควรรับประทานน้ำเย็น เพราะเชื้อโรคจะชอบ ภูมิคุ้มกันจะต่ำและจะติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น

3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

การดูแลตนเองหากรู้ว่าเป็นโรคไขมันพอกตับและโรคความดัน

เชื่อว่ามีหลายๆคนหรือทุกคนอยากมีชีวิตที่ยืนยาว อยู่กับลูกหลานของตนไปนานๆ

แต่ถ้าหากว่าเรามีโรคอื่นๆเข้ามาล่ะ อาทิเช่น โรคความดันโลหิตสูง เราควรมาหาอะไรที่ดีเพื่อเป็นการดูแลตนเองเพื่อทำให้มีชีวิตที่ยาวนาน แต่ทว่าหากเราเป็นโรคไขมันพอกตับหรือโรคความดันโลหิตสูงเราควรปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อให้ตัวเราอยู่ได้นานๆ

อันดับแรก เราควรงดอาหารที่มีรสชาติจัดจ้าน ไม่เน้นเค็ม หรืออาหารที่มีรสชาติเน้นไปทางด้านเค็ม อาทิเช่น เกลือ ผงฟู หรืออาจจะเป็นผงชูรสก็ไม่ควรเช่นกัน

การคุมน้ำหนัก เป็นการลดอาหารประเภทไขมันและแป้ง ซึ่งเราควรหลีกเลี่ยงให้ได้มากที่สุด สิ่งที่เราควรทานนั้นก็คือเราควรต้องเน้นผักและผลไม้ เพราะประโยชน์ของผักและผลไม้นั้นมีมาก ซึ่งประโยชน์ที่กล่าวมานั้นก็รวมไปถึงแมกนีเซียมและกากใยอาหารที่สามารถช่วยลดความมดันโลหิตได้อีกด้วย การรับประทานถั่วและธัญพืชก็เป็นประโยชน์สูงเช่นกัน เพราะในถั่วและธัญพืชมีกากใยชนิดละลายน้ำซึ่งช่วยควบคุมความดันโลหิตของเราได้นั่นเอง

การสูบบุหรี่ หากท่านเป็นคนสูบบุหรี่แล้วละก็คควรลดหรือเลิกไปจะดีกว่า เพราะบุหรี่เป็นอันตรายต่อตับและปอดเป็นอย่างมาก ซึ่งมันจะก่อให้เกิดผนังเส้นเลือดนั้นอักเสบได้ และนอกจากนั้นจะทำให้หลอดเลือดแข็งตัวเร็วขึ้นไปอีก

การดื่มสุราหรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เนื่องจากแอลกอฮอล์เป็นสิ่งของต้องห้าม เพราะเป็นการดื่มที่มีผลอันตรายให้แก่ร่างกาย ให้แต่โทษอย่างเดียว ซึ่งแอลกกอฮอล์นั้นทำให้ความดันโลหิตของเราสูงขึ้นอีกด้วย

ความเครียด สำหรับอาการเครียดมันมีผลต่อความดันโลหิตเหมือนกัน เพราฉะนั้นเราจึงลดความเคลียดลง เพื่อเป็นการผ่อนคลายเราควรหัดฝึกนั่งสมาธิโดยการบริหารจิตใจ ให้เป็นคนมีจิตใจเย็นจะได้ผ่องใสแจ่มใส ดังนั้นเราควรจะคิดแต่เรื่องที่ดีๆเข้าไว้

การออกกำลังกาย เราควรออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อไม่ให้ร่างกายทรุดโทรม แต่หากว่าคุณเป็นความดันโลหิตก็ควรออกกำลังกายในการควบคุมของแพทย์ เพราะการออกกำลังกายที่มีความรุนแรงหรือใช้แรงมากเกินไปอาจจะก่อให้เกิดความดันขึ้นก็เป็นได้

น้ำผึ้งรักษาแผลได้จริงหรือ?

น้ำผึ้งกับการรักษาแผล ใช่แล้ว น้ำผึ้งรสหวานแสนอร่อยที่เราทานกันนี่แหละ ที่สามารถช่วยรักษาสมานแผลสดได้ สาวๆ หลายคนคงเคยเอาน้ำผึ้งมาทาบริเวณใบหน้าหรือผสมกับวัตถุดิบอื่นๆ เพื่อช่วยให้ผิวหน้าดูอ่อนกว่าวัย ในปัจจุบันน้ำผึ้งยังถูกใช้ในวงการแพทย์อีกด้วย โดย Rama Honey Team แห่งโรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ร่วมกันค้นคว้าและวิจัยถึงวิธีการรักษาแผลผ่าตัดซึ่งมีขั้นตอนมากมาย บางครั้งในรายที่แผลใหญ่อาจต้องมีการดมยาสลบร่วมด้วย ส่งผลผู้ป่วยได้รับความเจ็บปวดจากการเย็บและทำความสะอาดแผลเมื่อตื่นขึ้นมา

การใช้น้ำผึ้งเพื่อรักษาแผลนั้นมีมาตั้งแต่ในอดีตที่ยังไม่มียาแผนปัจจุบันใช้ เช่น แผลกดทับ แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก จากการศึกษาพบว่า น้ำผึ้งสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียบางชนิดได้ อีกทั้งยังช่วยลดอาการบวมของแผล และช่วยเร่งหรือกระตุ้นการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อใหม่ เพราะน้ำผึ้งถือเป็นแหล่งอาหารให้กับเวลล์เนื้อเยื่อ Rama Honey Team จึงได้นำน้ำผึ้งที่ปลอดเชื้อ ผสมกับน้ำเกลือสะอาด และน้ำยาฆ่าเชื้อโรค ในกลุ่มที่มีไอโอดีน(ไม่มีแอลกอฮอลผสม) ทำให้ผู้ป่วย ไม่เกิดความเจ็บปวด ทำให้สามารถทำความสะอาดแผลได้โดยไม่จำเป็นต้องเลาะ หรือตัดเนื้อเยื่อบริเวณแผลผ่าตัดออก จากนั้นใส่น้ำผึ้ง 2-3 ลบ.ซม.ลงในแผล จัดขอบแผลให้ตรง และสมานเป็นแนวเดียวกัน จากนั้นยึดให้ติดกันด้วยพลาสเตอร์ โดยในระยะแรก หากเนื้อเยื่อบริเวณแผล ยังมีการติดเชื้อมาก จะทำแผลโดยวิธีดังกล่าว วันละ 1-2 ครั้ง ภายใน 2-3 วัน จะพบว่า เนื้อเยื่อบริเวณแผล มีการอักเสบลดลง เนื้อเยื่อแดงขึ้น การบวมของแผลลดลง กลิ่นที่เกิดจากการติดเชื้อก็จะหายไป และเนื้อเยื่อบริเวณแผลเติบโตอย่างรวดเร็ว เมื่อแผลสะอาดแล้ว ใส่น้ำผึ่งในแผล จากนั้นยึดขอบแผลด้วยพลาสเตอร์ ไม่เปิดแผลเป็นเวลา 3-4 วัน ภายใน 2 สัปดาห์ เนื้อเยื่อก็จะติดกัน ตลอดแนวของแผล ทำให้ผู้ป่วย อยู่โรงพยาบาลเพียง 3-4 วันหลังการรักษา โดยไม่ต้องเย็บแผลใหม่ เสียค่าใช้จ่าย เพียงเล็กน้อย คิดแล้วเป็นสัดส่วน เพียงร้อยละ 5-10 ของการรักษาแบบเดิม โดยการหายของแผลไม่แตกต่าง กับวิธีการเย็บแผล