การรักษาจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

เป็นอย่างที่ทราบกันดีว่าตอนนี้เกิดการระบาดของเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่รุนแรงเป็นอย่างมากนั้นก็คือ ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดยแหล่งกำเนิดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้มาจากเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน ในปัจจุบันมีรายงานพบว่ามีชาวจีนที่เป็นผู้ติดเชื้อแล้วมากกว่า 800 คน และผู้เสียชีวิตแล้วที่เพิ่มขึ้นอีกเป็น 25 คน

ซึ่งคาดว่าอาจจะมีจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นอีก เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้นั้นได้เริ่มแพร่ระบาดในประเทศตามเมืองอื่นๆเพิ่มมากขึ้น และเริ่มแพร่ระบามายังต่างประเทศอย่าง ไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เวียดนาม ไทย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่นั้นเป็นเพราะการเดินทางมาของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเข้ามาภายในประเทศ และการที่คนได้ไปท่องเที่ยวเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน

แล้วกลับเข้าประเทศมาทำให้ติดเชื้อไวรัสมาด้วยนั้นเอง การตั้งคำถามจากการที่มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นนั้นคือ ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์นี้ไม่มียาสำหรับรักษาหรือ? ต้องขอพูดถึงการเริ่มติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ก่อนว่า จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค ได้ทำการเทียบเคียงกับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ดั้งเดิม

โดยเบื้องต้นแล้วนั้นผลประเมินออกมาว่า

ในเชื้อไวรัสของสายพันธุ์ใหม่นั้นมีระยะฟักตัวเป็นระยะที่สั้น คือตั้งแต่ 2-14 วัน นี่จึงทำให้เป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องออกมาประกาศเตือนสำหรับผู้ที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ว่าให้เฝ้าระวังและทำการสังเกตอาการของตนเองเป็นระยะเวลาประมาณ 14 วันเพื่อเช็คร่างกายว่ามีอาการอะไรเกิดขึ้นหรือไม่ แต่ไม่จำเป็นต้องรอถึง 14 วันเท่านั้นเพราะในคนทั่วไปก็จะแสดงอาการภายใน 1 สัปดาห์

นั้นก็แล้วแต่กรณีสำหรับบางคนอาจจะแสดงอาการเร็วหรือช้ากว่านั้นก็เป็นไป เพียงแค่ตั้งกรอบเอาไว้ในระยะเวลา 14 วันตามระยะของการฟักของเชื้อโรค เพื่อทำการสังเกตตนเอง อาการเบื้องต้นที่จะพบคือ อาการที่เกิดขึ้นของระบบทางเดินหายใจ หากพบว่ามีความผิดปกติของระบบทางเดินหายใจควรที่จะรีบไปพบแพทย์ทันที

เพื่อทำให้ตรวจวินิจฉัยอาการที่เป็นและทำการรักษาอย่างเหมาะสม หลายคนถามถึงการเสียชีวิตของผู้ที่ติดเชื้อว่าไม่มียารักษาหรือการรักษาที่ทำให้หายขายหรืออย่างไร ใช่แล้ว ในตอนนี้ยังไม่มียาหรือการรักษาที่สามารถทำให้ผู้ติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์นี้หายได้อย่างถาวร แต่เพียงแค่ยาที่จะสามารถช่วยประคับประคองได้ แต่ถ้าหากทานยาอย่างสม่ำเสมอและทำตามคำแนะนำของแพทย์แล้วนั้นก็จะมีอาการที่ดีขึ้นได้และก็สามารถให้ได้ในอนาคต

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

โรคไข้เลือดออก สังเกตระยะโรค

โรคไข้เลือดออก สังเกตระยะโรค

ระยะของโรคไข้เลือดออกมีทั้งหมด 3 ระยะ ได้แก่

1) ระยะไข้ ซึ่งเป็นระยะไม่อันตราย พิจารณาได้จากการจับไข้สูงลอย 2 – 7 วัน แม้ว่าจะเช็ดตัวรวมทั้งรับประทานยาไข้ก็ไม่ต่ำลง นอกนั้นจะมีลักษณะอาการเมื่อยเนื้อเมื่อยตัว ปวดกระบอกตา และอ้วกคลื่นไส้ร่วมด้วย ในบางรายอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีผื่นขึ้นตามตัวได้

2) ระยะช็อก ซึ่งจะมีลักษณะอาการภายหลังไข้ลด 24 – 48 ชั่วโมง อาการช็อกของคนที่ไม่สบายเลือดไหลจำนวนมากมีต้นเหตุจากภาวการณ์เลือดข้น โดยความเข้มข้นของเลือดสูงมากขึ้น เลือดก็เลยมีความหนืด ส่งผลให้ไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ยาก ถ้าเกิดปล่อยไว้เป็นเวลานานเกินไปอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอาการเข้าแทรก ดังเช่นว่า ไตวาย ตับอักเสบ ทานอาหารแล้วอ้วก คลื่นไส้ตลอด หนักเข้าถึงขั้นที่อวัยวะต่างๆภายในร่างกายที่ขาดเลือดไปเลี้ยงไม่ทำงาน เสียเป็นจุดๆ จนถึงจำต้องเอาออก ตัดออก ฉะนั้นผู้ป่วยในตอนนี้จำต้องเข้ารับการดูแลและรักษาให้ทันในโรงพยาบาล เพื่อไม่ให้มีการสูญเสียอวัยวะอื่นๆ ตามมา

นอกเหนือจากนี้ยังมีภาวการณ์ช็อกจากอาการเลือดไหล ด้วยเหตุว่าผู้ป่วยจะจับไข้เลือดไหลเกล็ดเลือดจะต่ำ ทำให้เลือดไหลง่าย บางบุคคลมีเลือดผสมออกมาในขณะคลื่นไส้ เมื่อเลือดไหลเรื่อยๆ ก็จะเกิดภาวะช็อกจากการขาดเลือด แม้กระนั้นบางบุคคลอาจไม่มีอาการช็อกเลยก็ได้ ขึ้นกับว่าได้รับเชื้อไวรัสสายพันธุ์ร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรง และการเฝ้าระวังในตอนนี้พอเพียงไหม

3) ระยะหาย เป็นระยะในที่สุดของไข้เลือดออก คนเจ็บจะเริ่มต้องการของกิน เข้าห้องน้ำบ่อยครั้ง เริ่มมีผื่นคัน และชีพจรเต้นช้าลง

ในการรักษาโรคไข้เลือดออกนั้นไม่มียาเฉพาะ แม้กระนั้นจะใช้แนวทางรักษาตามอาการ อย่างเช่น ระยะไข้ให้รับประทานยาลดไข้แล้วเช็ดตัวช่วย แต่ว่าถ้าหากเป็นไข้เกิน 3 วัน ควรจะไปพบหมอเพื่อเจาะเช็กผลเลือดและความดัน ถ้าเกล็ดเลือดต่ำลงมากกว่า 100,000 ต่อลูกบาศก์มม. ก็เดาได้ว่าจะจับไข้เลือดไหลจำพวกร้ายแรง เนื่องจากในคนธรรมดาจะมีเกล็ดเลือดโดยประมาณ 150,000 – 400,000 ต่อลูกบาศก์มม. รวมทั้งมีความเข้มข้นของเลือดอยู่ที่ 36 – 40 g/dl ด้วยเหตุนั้นถ้าเกิดเกล็ดเลือดต่ำว่า 100,000 ต่อลูกบาศก์มม. และก็มีความเข้มข้นสูงถึง 42 – 45 g/dl จะต้องเริ่มเฝ้าระวังอาการช็อกโดยเร็ว

ถ้าอยู่ในระยะช็อกแพทย์จะให้รับประทานเกลือแร่ เนื่องจากว่าเมื่อเกล็ดเลือดต่ำสามารถในการหุ้มห่อน้ำเลือดของเส้นเลือดจะต่ำลง ทำให้น้ำเลือดไหลซึมออกได้ เป็นต้นเหตุที่ทำให้ความเข้มข้นของเลือดสูง เมื่อรับประทานเกลือแร่เข้าไปจะสามารถชดเชยน้ำเลือดที่ซึมออกไปได้ แต่ว่าถ้าเป็นระยะที่มีความผิดปกติมากเกินไป มีลักษณะอาการช็อก หรือคนไข้ไม่อาจจะทานเกลือแร่ได้ จะให้น้ำเกลือจำพวกพิเศษสำหรับไข้เลือดออกโดยยิ่งไปกว่านั้น เมื่อไปสู่กระแสโลหิตแล้วจะไหลซึมออกช้าลง เพื่อช่วยทุเลาอาการ

น่ากลัวแบบงี้ฟังดูแล้วคงจะไม่มีผู้ใดต้องการเจ็บป่วยเลือดด้วยไข้เลือดออกแน่ๆ แนวทางกล้วยๆ ที่จะช่วยปกป้องตัวเองจากโรคไข้เลือดออกได้ก็คือ การดูแลไม่ให้โดนยุงกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุงลาย เนื่องจากว่าพวกเราไม่มีวันทราบได้ว่ายุงตัวไหนจะมีเชื้อไวรัสเด็งกี การปกป้องไม่ให้ยุงกัดก็เลยเป็นวิธีที่เยี่ยมที่สุด และที่สำคัญการทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลาย ไม่ให้สามารถขยายพันธุ์และแพร่ระบาดโรคได้ก็ทางเลือกที่ดี ดังนั้นเมื่อมองเห็นน้ำนองที่ไหนจำต้องรีบจัดการโดยทันที อย่าปล่อยทิ้งเอาไว้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นมันอาจจะนำไข้เลือดออกมาสู่ตัวเราได้แบบไม่ทันตั้งตัว

การมีเสมหะในคอเรื้อรัง อาจเกิดจากโรค

เสมหะเกิดจากการที่มีเชื้อโรคปะปนเข้าไปกับอากาสที่หายใจหลอดลม โดยที่เชื้อโรคนั้นเมื่อมีเพิ่มขึ้น อวัยวะของหลอดลมที่ไม่ต้องการให้สิ่งนั้นลงปอด จึงสั่งให้ต่อมบางอย่างในหลอดลมสร้างสารคัดหลั่งออกมาเพื่อดักจับเชื้อโรคนั้น ที่อยู่ในเยื่อบุทางเดินหายใจ ซึ่งก็กลายเป็นเสมหะ แต่การที่มีเสมหะในคอเรื้อรังนั้น อาจเกิดจากโรค หรือภาวะบางอย่างดังนี้
1. โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ (allergic rhinitis) และจมูกอักเสบชนิดไม่แพ้ (non-allergic rhinitis)

2. โรคไซนัสอักเสบ (rhinosinusitis)
3. โรคกรดไหลย้อน (gastroesophageal reflux disease: GERD)

4. การใช้เสียงผิดวิธี (muscle misuse dysphonia)

5. โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง (chronic bronchitis) และโรคหืด (asthma)

6. การติดเชื้อเรื้อรังบริเวณคอ (chronic infectious pharyngitis)

7. การระคายเคือง และ/หรือการบาดเจ็บเรื้อรังบริเวณลำคอ (chronic irritative and/or traumatic pharyngitis)

ถ้าไม่ต้องการมีเสมหะ ก็ต้องป้องกันที่ต้นเหตุ
1. สวมผ้าปิดจมูก หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรค หรือ สิ่งแปลกปลอมเข้ามาในหลอดลม หรือพยายามหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีความเสี่ยงสูง เช่น โรงไม้ โรงขี้เลื่อย โรงเผาถ่าน เป็นต้น โดยหากการสวมใส่หน้ากากอนามัย ทำให้รู้สึกอึดอัด สามารถใช้ยาหม่องน้ำหยดที่ผ้าปิดจมูกได้ รับรองอาการนี้จะดีขึ้น

2. ถ้าเสมหะข้นและเหนียวอาจจะดื่มน้ำอุ่นเพื่อช่วยละลายเสมหะได้ไม่ควรรับประทานน้ำเย็น เพราะเชื้อโรคจะชอบ ภูมิคุ้มกันจะต่ำและจะติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น

3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

การดูแลตนเองหากรู้ว่าเป็นโรคไขมันพอกตับและโรคความดัน

เชื่อว่ามีหลายๆคนหรือทุกคนอยากมีชีวิตที่ยืนยาว อยู่กับลูกหลานของตนไปนานๆ

แต่ถ้าหากว่าเรามีโรคอื่นๆเข้ามาล่ะ อาทิเช่น โรคความดันโลหิตสูง เราควรมาหาอะไรที่ดีเพื่อเป็นการดูแลตนเองเพื่อทำให้มีชีวิตที่ยาวนาน แต่ทว่าหากเราเป็นโรคไขมันพอกตับหรือโรคความดันโลหิตสูงเราควรปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อให้ตัวเราอยู่ได้นานๆ

อันดับแรก เราควรงดอาหารที่มีรสชาติจัดจ้าน ไม่เน้นเค็ม หรืออาหารที่มีรสชาติเน้นไปทางด้านเค็ม อาทิเช่น เกลือ ผงฟู หรืออาจจะเป็นผงชูรสก็ไม่ควรเช่นกัน

การคุมน้ำหนัก เป็นการลดอาหารประเภทไขมันและแป้ง ซึ่งเราควรหลีกเลี่ยงให้ได้มากที่สุด สิ่งที่เราควรทานนั้นก็คือเราควรต้องเน้นผักและผลไม้ เพราะประโยชน์ของผักและผลไม้นั้นมีมาก ซึ่งประโยชน์ที่กล่าวมานั้นก็รวมไปถึงแมกนีเซียมและกากใยอาหารที่สามารถช่วยลดความมดันโลหิตได้อีกด้วย การรับประทานถั่วและธัญพืชก็เป็นประโยชน์สูงเช่นกัน เพราะในถั่วและธัญพืชมีกากใยชนิดละลายน้ำซึ่งช่วยควบคุมความดันโลหิตของเราได้นั่นเอง

การสูบบุหรี่ หากท่านเป็นคนสูบบุหรี่แล้วละก็คควรลดหรือเลิกไปจะดีกว่า เพราะบุหรี่เป็นอันตรายต่อตับและปอดเป็นอย่างมาก ซึ่งมันจะก่อให้เกิดผนังเส้นเลือดนั้นอักเสบได้ และนอกจากนั้นจะทำให้หลอดเลือดแข็งตัวเร็วขึ้นไปอีก

การดื่มสุราหรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เนื่องจากแอลกอฮอล์เป็นสิ่งของต้องห้าม เพราะเป็นการดื่มที่มีผลอันตรายให้แก่ร่างกาย ให้แต่โทษอย่างเดียว ซึ่งแอลกกอฮอล์นั้นทำให้ความดันโลหิตของเราสูงขึ้นอีกด้วย

ความเครียด สำหรับอาการเครียดมันมีผลต่อความดันโลหิตเหมือนกัน เพราฉะนั้นเราจึงลดความเคลียดลง เพื่อเป็นการผ่อนคลายเราควรหัดฝึกนั่งสมาธิโดยการบริหารจิตใจ ให้เป็นคนมีจิตใจเย็นจะได้ผ่องใสแจ่มใส ดังนั้นเราควรจะคิดแต่เรื่องที่ดีๆเข้าไว้

การออกกำลังกาย เราควรออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อไม่ให้ร่างกายทรุดโทรม แต่หากว่าคุณเป็นความดันโลหิตก็ควรออกกำลังกายในการควบคุมของแพทย์ เพราะการออกกำลังกายที่มีความรุนแรงหรือใช้แรงมากเกินไปอาจจะก่อให้เกิดความดันขึ้นก็เป็นได้

น้ำผึ้งรักษาแผลได้จริงหรือ?

น้ำผึ้งกับการรักษาแผล ใช่แล้ว น้ำผึ้งรสหวานแสนอร่อยที่เราทานกันนี่แหละ ที่สามารถช่วยรักษาสมานแผลสดได้ สาวๆ หลายคนคงเคยเอาน้ำผึ้งมาทาบริเวณใบหน้าหรือผสมกับวัตถุดิบอื่นๆ เพื่อช่วยให้ผิวหน้าดูอ่อนกว่าวัย ในปัจจุบันน้ำผึ้งยังถูกใช้ในวงการแพทย์อีกด้วย โดย Rama Honey Team แห่งโรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ร่วมกันค้นคว้าและวิจัยถึงวิธีการรักษาแผลผ่าตัดซึ่งมีขั้นตอนมากมาย บางครั้งในรายที่แผลใหญ่อาจต้องมีการดมยาสลบร่วมด้วย ส่งผลผู้ป่วยได้รับความเจ็บปวดจากการเย็บและทำความสะอาดแผลเมื่อตื่นขึ้นมา

การใช้น้ำผึ้งเพื่อรักษาแผลนั้นมีมาตั้งแต่ในอดีตที่ยังไม่มียาแผนปัจจุบันใช้ เช่น แผลกดทับ แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก จากการศึกษาพบว่า น้ำผึ้งสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียบางชนิดได้ อีกทั้งยังช่วยลดอาการบวมของแผล และช่วยเร่งหรือกระตุ้นการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อใหม่ เพราะน้ำผึ้งถือเป็นแหล่งอาหารให้กับเวลล์เนื้อเยื่อ Rama Honey Team จึงได้นำน้ำผึ้งที่ปลอดเชื้อ ผสมกับน้ำเกลือสะอาด และน้ำยาฆ่าเชื้อโรค ในกลุ่มที่มีไอโอดีน(ไม่มีแอลกอฮอลผสม) ทำให้ผู้ป่วย ไม่เกิดความเจ็บปวด ทำให้สามารถทำความสะอาดแผลได้โดยไม่จำเป็นต้องเลาะ หรือตัดเนื้อเยื่อบริเวณแผลผ่าตัดออก จากนั้นใส่น้ำผึ้ง 2-3 ลบ.ซม.ลงในแผล จัดขอบแผลให้ตรง และสมานเป็นแนวเดียวกัน จากนั้นยึดให้ติดกันด้วยพลาสเตอร์ โดยในระยะแรก หากเนื้อเยื่อบริเวณแผล ยังมีการติดเชื้อมาก จะทำแผลโดยวิธีดังกล่าว วันละ 1-2 ครั้ง ภายใน 2-3 วัน จะพบว่า เนื้อเยื่อบริเวณแผล มีการอักเสบลดลง เนื้อเยื่อแดงขึ้น การบวมของแผลลดลง กลิ่นที่เกิดจากการติดเชื้อก็จะหายไป และเนื้อเยื่อบริเวณแผลเติบโตอย่างรวดเร็ว เมื่อแผลสะอาดแล้ว ใส่น้ำผึ่งในแผล จากนั้นยึดขอบแผลด้วยพลาสเตอร์ ไม่เปิดแผลเป็นเวลา 3-4 วัน ภายใน 2 สัปดาห์ เนื้อเยื่อก็จะติดกัน ตลอดแนวของแผล ทำให้ผู้ป่วย อยู่โรงพยาบาลเพียง 3-4 วันหลังการรักษา โดยไม่ต้องเย็บแผลใหม่ เสียค่าใช้จ่าย เพียงเล็กน้อย คิดแล้วเป็นสัดส่วน เพียงร้อยละ 5-10 ของการรักษาแบบเดิม โดยการหายของแผลไม่แตกต่าง กับวิธีการเย็บแผล

ภัยเงียบของโรคที่คุณไม่รู้ตัว ‘ภาวะไขมันพอกตับ’

ในยุคที่ทุกอย่างกำลังก้าวหน้ามีการพัฒนา สิ่งที่พัฒนาเช่นกันก็คือโรค ผู้คนสามารถเจ็บป่วยเป็นโรคได้ง่ายขึ้น และยิ่งพฤติกรรมบริโภคยิ่งแย่ลง  ไม่ใส่ใจการกิน ไม่ใส่ใจสุขภาพ ไม่ค่อยตรวจสุขภาพต้องรอให้ป่วยหนักๆ จึงมีเวลาตรวจสุขภาพและต้องมานั่งลุ้นว่า คอเลสเตอรอลจะเกินไหม ไตรกลีเซอไรด์จะพุ่งหรือไม่ โดยเฉพาะค่าน้ำตาลในเลือดที่มีผลให้เกิดความเสี่ยงสารพัดโรค เช่น โรคเบาหวาน ซึ่งนอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งโรคที่น่ากลัวไม่แพ้กัน คือ โรคไขมันพอกตับ โดยเกิดจากการที่ร่างกายของเราไม่สามารถนำไขมันที่รับประทานแล้วไปใช้ได้หมด จนทำให้เกิดการสะสมอยู่ที่ตับ

ไขมันพอกตับ คืออะไร?
พญ.ปิติญา รุ่งภูวภัทร อายุรแพทย์โรคทางเดินอาหารและโรคตับ โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า ไขมันพอกตับเป็นภัยเงียบ เนื่องจากไม่มีอาการเตือนอย่างชัดเจน หรือไม่แสดงอาการแต่อย่างใด กว่าจะรู้ตัวคือเจ็บป่วยเป็นโรคแล้ว หรือมักตรวจพบและได้รับการวินิจฉัยเมื่อมาตรวจสุขภาพประจำปี อาจมีอาการอ่อนเพลียควบคู่ไปด้วย มีอาการจุกแน่นบริเวณชายโครงขวา

กลุ่มเสี่ยงไขมันพอกตับ
ผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นภาวะไขมันพอกตับโดยส่วนใหญ่มักจะพบในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง กลุ่มอาการอ้วนลงพุง ผู้ป่วยที่มีน้ำหนักตัวมาก ชอบรับประทานอาหารหวาน ไม่ออกกำลังกาย

ภัยเงียบจากไขมันพอกตับ
โดยส่วนใหญ่ไขมันพอกตับระยะแรกหรือระยะเริ่มต้นมักจะไม่มีอาการ ไม่แสดงอาการ แต่หากปล่อยทิ้งไว้จนเกิดการอักเสบเรื้อรัง อาจทำให้กลายเป็นโรคตับแข็ง และเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งตับได้ นอกจากนี้ ยังพบว่า ผู้ที่เป็นโรคภาวะไขมันพอกตับจะมีความเสี่ยงหรือพบโรคแทรกซ้อน เช่น เสี่ยงเกิดโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น ซึ่งมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ที่ไม่ได้เป็นโรคภาวะไขมันพอกตับ ในภาวะนี้เกิดจากร่างกายไม่สามารถนำไขมันที่เรารับประทานไปใช้ได้หมด ส่วนใหญ่ผู้ป่วยไม่มีอาการ จึงอาจทำให้ผู้ป่วยไม่ทราบว่าตัวเองกำลังอยู่ในภาวะไขมันพอกตับ

การป้องกันไขมันพอกตับ

  1. ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี หรือทุก 6 เดือน จะช่วยให้พบความผิดปกติของตับได้เร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะไขมันพอกตับสามารถตรวจเจอในระยะแรกๆ สามารถตรวจพบได้ผ่านการตรวจเลือด อัลตร้าซาวด์ หรือการตรวจด้วยเครื่อง FibroScan
  2. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว หรือ อาหารที่มีไขมันทรานส์สูง เช่น เนื้อติดมัน เบคอน แฮม น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว เบเกอรี่ ครีมเทียม
  3. หลีกเลี่ยงน้ำตาลฟรุกโตส เช่น เครื่องดื่มที่มีรสหวาน คุกกี้ ลูกอม น้ำผลไม้ (ควรรับประทานผลไม้ทั้งผลมากกว่า)
  4. ควรรับประทานไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอก อะโวคาโด ถั่วต่างๆ ปลาทู ปลาแซลมอน ปลาทูน่า
  5. หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อย 4-5 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30-45 นาที
  6. หากใครอยู่ในเกณฑ์อ้วน คือ มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน ให้ลดน้ำหนักตัว สามารถปรึกษาแพทย์ได้เช่นกันว่าควรจะมีน้ำหนักประมาณเท่าไร
  7. ลดการดื่มแอลกอฮอล์ และงดสูบบุหรี่
  8. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 5-6 ชั่วโมงต่อวัน

โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ อันตรายแค่ไหน

หากลูกน้อยเป็นหวัดเรื้อรัง จามบ่อย อาจเป็นสัญญาณอันตรายของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้
นายแพทย์ภาสกร ชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ในปัจจุบันโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้หรือโรคแพ้อากาศมีแนวโน้มมากขึ้น ดังนั้นควรสังเกตสุขภาพของเด็กว่ามีอาการเหล่านี้หรือไม่

  1. เด็กมีอาการเป็นหวัดบ่อย ๆ เรื้อรังเป็นเวลานานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน
  2. มีอาการจามบ่อย ๆ โดยเฉพาะในช่วงเช้า
  3. คันตาเป็น ๆ หาย ๆ
  4. คัดจมูก หายใจไม่สะดวก ร่วมกับมีน้ำมูกใส ๆ ทุกวัน
    หากเด็กเล็กมีอาการดังกล่าว ให้สงสัยว่าน่าจะเป็นโรคภูมิแพ้ของจมูก โดยเฉพาะหากมีประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัว แต่อย่างไรก็ตามควรปรึกษาแพทย์เพื่อแยกจากโรคไซนัสอักเสบ โรคติดเชื้ออื่นๆ ในโพรงจมูก หรือภาวะที่มีสิ่งแปลกปลอมในโพรงจมูก ซึ่งอาจพบในเด็กได้บ่อย

การดูแลเด็กที่มีภาวะโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้
นายแพทย์อดิศัย ภัตตาตั้ง ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวเพิ่มเติมว่า การดูแลเด็กที่มีภาวะโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ควรปฏิบัติดังนี้

  1. หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ และสิ่งที่กระตุ้นถือเป็นหลักสำคัญที่สุดในการรักษา ผู้ปกครองจึงต้องสังเกตสิ่งที่กระตุ้นให้เด็กเกิดอาการด้วย สิ่งที่พบว่าเด็กมักจะแพ้ คือ ตัวไรฝุ่นในบ้าน ในห้องนอน หรือตุ๊กตาที่ใช้นุ่นหรือสำลี ฝุ่นบ้าน ซากแมลง กลิ่นของสารเคมี น้ำหอม ควันบุหรี่
  2. ควรจัดห้องนอนหรือห้องนั่งเล่นของเด็กให้สะอาด ห้องนอนของเด็กไม่ควรใช้พรมปูพื้นหรือมีข้าวของรกรุงรังซึ่งอาจทำให้กักฝุ่นได้ ควรทำความสะอาดด้วยการถูน้ำทุกวัน การกำจัดตัวไรฝุ่นโดยการซักผ้าปูเตียง ปลอกหมอนด้วยน้ำร้อนอุณหภูมิสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส นานอย่างน้อย 15 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ซึ่งสามารถช่วยลดการสัมผัสต่อสารก่อภูมิแพ้จากตัวไรฝุ่นได้ดี
  3. หลีกเลี่ยงการได้รับควันบุหรี่ เนื่องจากอาจทำให้มีอาการ น้ำมูกไหล จาม ตาแดง ไอ หรือหอบหืด
  4. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง
  5. ระมัดระวังการติดเชื้อหวัดจากคนใกล้ชิดในบ้านหรือที่โรงเรียน
  6. ผู้ปกครองควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์โดยเคร่งครัด ไม่ควรงดใช้ยาเอง เนื่องจากยาบางชนิดอาจต้องใช้เวลาพอสมควรจึงจะเห็นผลในการรักษา
  7. พาผู้ป่วยไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้งเพื่อการรักษาอย่างต่อเนื่อง

ภูมิคุ้มกันเป็นพิษกับสัญญาณอันตราย

โรค “ภูมิคุ้มกันเป็นพิษ” ไม่ใช่โรคใหม่แต่อย่างใด เพียงแต่เป็นโรคเดิมที่มีมานานแล้ว และมีหลายคนบนโลกที่เป็น หากเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องก็จะสามารถควบคุมอาการได้ ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต เพียงแต่หากปล่อยให้มีอาการต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาจส่งผลให้อาการกำเริบไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย และมีอาการหนักขึ้นเรื่อยๆ จนเสียชีวิตได้เช่นกัน

โรค “ภูมิคุ้มกันเป็นพิษ” คืออะไร?
โรคภูมิคุ้มกันเป็นพิษ เป็นเพียงชื่อหนึ่งของ โรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง หรือโรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง โรคภูมิต้านตนเอง และโรคภูมิแพ้ตัวเอง คนไทยบางส่วนเรียกว่า “โรคพุ่มพวง” เพราะศิลปินลูกทุ่งในตำนานอย่าง พุ่มพวง ดวงจันทร์ เสียชีวิตด้วยโรคนี้ ส่วนภาษาอังกฤษอาจเรียกว่า โรคออโตอิมมูน (Autoimmune) หรืออาจเรียกโดยทั่วไปว่า โรคลูปัส (Lupus)

โรคออโตอิมมูน เป็นกลุ่มโรคที่อธิบายถึงการทำงานที่ผิดปกติของเม็ดเลือดขาว ซึ่งโดยปกติจะทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันร่างกายของเราจากเชื้อโรค และสิ่งแปลกปลอมต่างๆ แต่เมื่อมันทำงานผิดปกติ เม็ดเลือดขาวผู้แสนดีจึงหันมาทำร้ายร่างกายของเองเสียเอง ทำร้ายเนื้อเยื่อในร่างกายจนเกิดอาการอักเสบอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดอวัยวะนั้นๆ ก็ใช้งานไม่ได้

ประเภทของโรคภูมิคุ้มกันเป็นพิษ
โรคภูมิคุ้มกันเป็นพิษ หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง มีด้วยกันหลายชนิด ได้แก่

  • SLE (Systemic Lupus Erythematosus) : เกิดจากมีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้มีการสร้างภูมิต่อต้านหลายชนิดต่อเซลล์และส่วนประกอบต่าง ๆ ของเซลล์ของตนเอง มีผลทำให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ ทั่วตัว
  • Neonatal Lupus : โรคแพ้ภูมิในทารกแรกเกิด
  • Drug-induced Lupus : โรคแพ้ภูมิจากยา เกิดจากการใช้ยาบางกลุ่ม และจะหายเมื่อหยุดใช้ยานั้น
  • Discoid Lupus Erythematosus : โรคที่มีผื่นแดงขึ้นที่ใบหน้าและสร้างรอยแผลเป็นหลังผื่นหาย
  • Subacute Cutaneous Lupus Erythematosus : โรคผื่นกึ่งเฉียบพลัน โดยผิวหนังบริเวณที่สัมผัสกับแสงแดดจะเป็นผื่น

สาเหตุของโรคภูมิคุ้มกันเป็นพิษ
สาเหตุหลักของโรคภูมิคุ้มกันเป็นพิษมาจากเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ทำงานผิดปกติเสียเอง โดยอาจได้รับแรงกระตุ้นจากสิ่งต่างๆ เช่น

  • กรรมพันธุ์
  • ความเครียด พักผ่อนน้อย
  • แสงแดด
  • รับฮอร์โมนเพศหญิง
  • สูบบุหรี่

10 สัญญาณอันตราย โรคภูมิคุ้มกันเป็นพิษ
เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียผิดปกติ

  • มีผื่นขึ้นตามตัวโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ผิวไวต่อแสงแดด
  • ผมร่วง
  • มีแผลที่ริมฝีปากและข้างในปาก
  • มีไข้ขึ้นสูง โดยอาการไม่ดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์
  • ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ
  • ปวดปลายนิ้วมือเท้าเวลาถูกความเย็น
  • มือสั่น ใจสั่น เหงื่อแตก
  • น้ำหนักลดลงอย่างไร้สาเหตุ

วิธีป้องกันโรคภูมิคุ้มกันเป็นพิษ
การรักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ เป็นวิธีที่จะช่วยกดอาการของโรคภูมิคุ้มกันเป็นพิษได้ ดังนั้นจึงควรยึดตามเคล็ดลับ 3 ข้อ คือ

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ

เท่านี้ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคได้ รวมถึงควบคุมอาการของโรคให้ดีขึ้นได้อีกด้วย

เคล็ดลับดูแลตับให้แข็งแรงเพื่อร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์

เคล็ดลับดูแลตับให้แข็งแรงเพื่อร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์

ตับนั้นเป็นอวัยวะที่สำคัญอวัยวะหนึ่งขอบร่างกาย

เพราะตับนั้นต้องทำหน้าที่หลายอย่างมากในแต่ละวัน หน้าที่หลักๆของตับนั้น คือการคอยกรองของเสียขจัดสารพิษตกค้างที่ได้รับมาจากการรับประทานอาหารนั่นเอง แล้วใครจะรู้บ้างว่าอาหารที่เรารัปประทานไปนั้น อาหารประเภทไหนบ้างที่ทำลายตับของเราหรืออาหารประเภทใดบ้างที่คอยบำรุงตับของเรา เพราะฉะนั้นวันนี้เรามาเรียนรู้อาหารที่บำรุงตับของเราบ้างดีกว่าว่า อาหารชนิดไหนที่คอยบำรุงหรือช่วยเหลือตับของเรานั้นเองอย่างแรกเลย คือ

ผักจำพวกผักใบเขียว ไม่ว่าจะเป็น

  • ผักโขม
  • ผักกาดขาว
  • หรือผักใบเขียวต่างๆ

เพราะว่าผักใบเขียวนั้นจะคอยช่วยชะล้างสารเคมีที่สะสมในตับได้อย่างหมดจดเลยทีเดียว โดยเฉพาะพวกยาฆ่าแมลงที่เรามักจะกินไปโดยไม่ร็ตัวที่สะสมอยู่ในร่างกายของเรานั่นเอง

แครอท

เพราะว่าในตัวของแครอทนั้นมีวิตามินมากมายหลากหลายชนิด ทั้งวิตามิน A,C,D,B1,B2 หรือวิตามิน K อีกทั้งในแครอทนั้นยังมี

  • กรด โซเดียม
  • โพแทสเซียม
  • ธาตุเหล็ก
  • กรดโฟลิกฟอสฟอรัส
  • สังกะสี
  • ทองแดง

ทั้งหมดที่เอ่ยมานี้มีคุณสมบัติที่คอยช่วยบำรุงตับ และยังช่วยบำรุงเลือดอีกด้วย

ชาเขียว

ใช่แล้ว ชาเขียวที่เราชอบดื่มกันนั่นเอง เพราะว่าในชาเขียวนั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระ จึงมีส่วนช่วยในการบำรุงตับ ไต ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว และยังสามารถป้องกันการเกิดโรคมะเร็งตับได้อีกด้วย

มันเทศ

เพราะในมันเทศมีกลูโคชิโนเลตเพื่อช่วยในการบำรุงตับและยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยในการกระตุ้นให้ตับอ่อนผลิตเอนไซม์ต่อต้านสารพิษและเอนไซม์ที่ช่วยในกระบวนการย่อยอาหาร ทำให้ระบบต่างๆในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กะหล่ำปลี

โดยกระหล่ำปลีนั้นช่วยบำรุงตับให้แข็งแรงได้เป็นอย่างดีเพราะในตัวกะหล่ำปลีนั้นมีส่วนช่วยเพิ่มกลูต้าไธโอนในร่างกาย ทำให้ล้างสารพิษบำรุงตับได้อย่างดี เหมาะสำหรับคนยุดปัจจุบันที่สุด