ภัยเงียบของโรคที่คุณไม่รู้ตัว ‘ภาวะไขมันพอกตับ’

ในยุคที่ทุกอย่างกำลังก้าวหน้ามีการพัฒนา สิ่งที่พัฒนาเช่นกันก็คือโรค ผู้คนสามารถเจ็บป่วยเป็นโรคได้ง่ายขึ้น และยิ่งพฤติกรรมบริโภคยิ่งแย่ลง  ไม่ใส่ใจการกิน ไม่ใส่ใจสุขภาพ ไม่ค่อยตรวจสุขภาพต้องรอให้ป่วยหนักๆ จึงมีเวลาตรวจสุขภาพและต้องมานั่งลุ้นว่า คอเลสเตอรอลจะเกินไหม ไตรกลีเซอไรด์จะพุ่งหรือไม่ โดยเฉพาะค่าน้ำตาลในเลือดที่มีผลให้เกิดความเสี่ยงสารพัดโรค เช่น โรคเบาหวาน ซึ่งนอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งโรคที่น่ากลัวไม่แพ้กัน คือ โรคไขมันพอกตับ โดยเกิดจากการที่ร่างกายของเราไม่สามารถนำไขมันที่รับประทานแล้วไปใช้ได้หมด จนทำให้เกิดการสะสมอยู่ที่ตับ

ไขมันพอกตับ คืออะไร?
พญ.ปิติญา รุ่งภูวภัทร อายุรแพทย์โรคทางเดินอาหารและโรคตับ โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า ไขมันพอกตับเป็นภัยเงียบ เนื่องจากไม่มีอาการเตือนอย่างชัดเจน หรือไม่แสดงอาการแต่อย่างใด กว่าจะรู้ตัวคือเจ็บป่วยเป็นโรคแล้ว หรือมักตรวจพบและได้รับการวินิจฉัยเมื่อมาตรวจสุขภาพประจำปี อาจมีอาการอ่อนเพลียควบคู่ไปด้วย มีอาการจุกแน่นบริเวณชายโครงขวา

กลุ่มเสี่ยงไขมันพอกตับ
ผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นภาวะไขมันพอกตับโดยส่วนใหญ่มักจะพบในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง กลุ่มอาการอ้วนลงพุง ผู้ป่วยที่มีน้ำหนักตัวมาก ชอบรับประทานอาหารหวาน ไม่ออกกำลังกาย

ภัยเงียบจากไขมันพอกตับ
โดยส่วนใหญ่ไขมันพอกตับระยะแรกหรือระยะเริ่มต้นมักจะไม่มีอาการ ไม่แสดงอาการ แต่หากปล่อยทิ้งไว้จนเกิดการอักเสบเรื้อรัง อาจทำให้กลายเป็นโรคตับแข็ง และเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งตับได้ นอกจากนี้ ยังพบว่า ผู้ที่เป็นโรคภาวะไขมันพอกตับจะมีความเสี่ยงหรือพบโรคแทรกซ้อน เช่น เสี่ยงเกิดโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น ซึ่งมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ที่ไม่ได้เป็นโรคภาวะไขมันพอกตับ ในภาวะนี้เกิดจากร่างกายไม่สามารถนำไขมันที่เรารับประทานไปใช้ได้หมด ส่วนใหญ่ผู้ป่วยไม่มีอาการ จึงอาจทำให้ผู้ป่วยไม่ทราบว่าตัวเองกำลังอยู่ในภาวะไขมันพอกตับ

การป้องกันไขมันพอกตับ

  1. ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี หรือทุก 6 เดือน จะช่วยให้พบความผิดปกติของตับได้เร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะไขมันพอกตับสามารถตรวจเจอในระยะแรกๆ สามารถตรวจพบได้ผ่านการตรวจเลือด อัลตร้าซาวด์ หรือการตรวจด้วยเครื่อง FibroScan
  2. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว หรือ อาหารที่มีไขมันทรานส์สูง เช่น เนื้อติดมัน เบคอน แฮม น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว เบเกอรี่ ครีมเทียม
  3. หลีกเลี่ยงน้ำตาลฟรุกโตส เช่น เครื่องดื่มที่มีรสหวาน คุกกี้ ลูกอม น้ำผลไม้ (ควรรับประทานผลไม้ทั้งผลมากกว่า)
  4. ควรรับประทานไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอก อะโวคาโด ถั่วต่างๆ ปลาทู ปลาแซลมอน ปลาทูน่า
  5. หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อย 4-5 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30-45 นาที
  6. หากใครอยู่ในเกณฑ์อ้วน คือ มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน ให้ลดน้ำหนักตัว สามารถปรึกษาแพทย์ได้เช่นกันว่าควรจะมีน้ำหนักประมาณเท่าไร
  7. ลดการดื่มแอลกอฮอล์ และงดสูบบุหรี่
  8. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 5-6 ชั่วโมงต่อวัน

โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ อันตรายแค่ไหน

หากลูกน้อยเป็นหวัดเรื้อรัง จามบ่อย อาจเป็นสัญญาณอันตรายของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้
นายแพทย์ภาสกร ชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ในปัจจุบันโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้หรือโรคแพ้อากาศมีแนวโน้มมากขึ้น ดังนั้นควรสังเกตสุขภาพของเด็กว่ามีอาการเหล่านี้หรือไม่

  1. เด็กมีอาการเป็นหวัดบ่อย ๆ เรื้อรังเป็นเวลานานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน
  2. มีอาการจามบ่อย ๆ โดยเฉพาะในช่วงเช้า
  3. คันตาเป็น ๆ หาย ๆ
  4. คัดจมูก หายใจไม่สะดวก ร่วมกับมีน้ำมูกใส ๆ ทุกวัน
    หากเด็กเล็กมีอาการดังกล่าว ให้สงสัยว่าน่าจะเป็นโรคภูมิแพ้ของจมูก โดยเฉพาะหากมีประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัว แต่อย่างไรก็ตามควรปรึกษาแพทย์เพื่อแยกจากโรคไซนัสอักเสบ โรคติดเชื้ออื่นๆ ในโพรงจมูก หรือภาวะที่มีสิ่งแปลกปลอมในโพรงจมูก ซึ่งอาจพบในเด็กได้บ่อย

การดูแลเด็กที่มีภาวะโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้
นายแพทย์อดิศัย ภัตตาตั้ง ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวเพิ่มเติมว่า การดูแลเด็กที่มีภาวะโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ควรปฏิบัติดังนี้

  1. หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ และสิ่งที่กระตุ้นถือเป็นหลักสำคัญที่สุดในการรักษา ผู้ปกครองจึงต้องสังเกตสิ่งที่กระตุ้นให้เด็กเกิดอาการด้วย สิ่งที่พบว่าเด็กมักจะแพ้ คือ ตัวไรฝุ่นในบ้าน ในห้องนอน หรือตุ๊กตาที่ใช้นุ่นหรือสำลี ฝุ่นบ้าน ซากแมลง กลิ่นของสารเคมี น้ำหอม ควันบุหรี่
  2. ควรจัดห้องนอนหรือห้องนั่งเล่นของเด็กให้สะอาด ห้องนอนของเด็กไม่ควรใช้พรมปูพื้นหรือมีข้าวของรกรุงรังซึ่งอาจทำให้กักฝุ่นได้ ควรทำความสะอาดด้วยการถูน้ำทุกวัน การกำจัดตัวไรฝุ่นโดยการซักผ้าปูเตียง ปลอกหมอนด้วยน้ำร้อนอุณหภูมิสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส นานอย่างน้อย 15 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ซึ่งสามารถช่วยลดการสัมผัสต่อสารก่อภูมิแพ้จากตัวไรฝุ่นได้ดี
  3. หลีกเลี่ยงการได้รับควันบุหรี่ เนื่องจากอาจทำให้มีอาการ น้ำมูกไหล จาม ตาแดง ไอ หรือหอบหืด
  4. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง
  5. ระมัดระวังการติดเชื้อหวัดจากคนใกล้ชิดในบ้านหรือที่โรงเรียน
  6. ผู้ปกครองควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์โดยเคร่งครัด ไม่ควรงดใช้ยาเอง เนื่องจากยาบางชนิดอาจต้องใช้เวลาพอสมควรจึงจะเห็นผลในการรักษา
  7. พาผู้ป่วยไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้งเพื่อการรักษาอย่างต่อเนื่อง

ภูมิคุ้มกันเป็นพิษกับสัญญาณอันตราย

โรค “ภูมิคุ้มกันเป็นพิษ” ไม่ใช่โรคใหม่แต่อย่างใด เพียงแต่เป็นโรคเดิมที่มีมานานแล้ว และมีหลายคนบนโลกที่เป็น หากเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องก็จะสามารถควบคุมอาการได้ ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต เพียงแต่หากปล่อยให้มีอาการต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาจส่งผลให้อาการกำเริบไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย และมีอาการหนักขึ้นเรื่อยๆ จนเสียชีวิตได้เช่นกัน

โรค “ภูมิคุ้มกันเป็นพิษ” คืออะไร?
โรคภูมิคุ้มกันเป็นพิษ เป็นเพียงชื่อหนึ่งของ โรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง หรือโรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง โรคภูมิต้านตนเอง และโรคภูมิแพ้ตัวเอง คนไทยบางส่วนเรียกว่า “โรคพุ่มพวง” เพราะศิลปินลูกทุ่งในตำนานอย่าง พุ่มพวง ดวงจันทร์ เสียชีวิตด้วยโรคนี้ ส่วนภาษาอังกฤษอาจเรียกว่า โรคออโตอิมมูน (Autoimmune) หรืออาจเรียกโดยทั่วไปว่า โรคลูปัส (Lupus)

โรคออโตอิมมูน เป็นกลุ่มโรคที่อธิบายถึงการทำงานที่ผิดปกติของเม็ดเลือดขาว ซึ่งโดยปกติจะทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันร่างกายของเราจากเชื้อโรค และสิ่งแปลกปลอมต่างๆ แต่เมื่อมันทำงานผิดปกติ เม็ดเลือดขาวผู้แสนดีจึงหันมาทำร้ายร่างกายของเองเสียเอง ทำร้ายเนื้อเยื่อในร่างกายจนเกิดอาการอักเสบอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดอวัยวะนั้นๆ ก็ใช้งานไม่ได้

ประเภทของโรคภูมิคุ้มกันเป็นพิษ
โรคภูมิคุ้มกันเป็นพิษ หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง มีด้วยกันหลายชนิด ได้แก่

  • SLE (Systemic Lupus Erythematosus) : เกิดจากมีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้มีการสร้างภูมิต่อต้านหลายชนิดต่อเซลล์และส่วนประกอบต่าง ๆ ของเซลล์ของตนเอง มีผลทำให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ ทั่วตัว
  • Neonatal Lupus : โรคแพ้ภูมิในทารกแรกเกิด
  • Drug-induced Lupus : โรคแพ้ภูมิจากยา เกิดจากการใช้ยาบางกลุ่ม และจะหายเมื่อหยุดใช้ยานั้น
  • Discoid Lupus Erythematosus : โรคที่มีผื่นแดงขึ้นที่ใบหน้าและสร้างรอยแผลเป็นหลังผื่นหาย
  • Subacute Cutaneous Lupus Erythematosus : โรคผื่นกึ่งเฉียบพลัน โดยผิวหนังบริเวณที่สัมผัสกับแสงแดดจะเป็นผื่น

สาเหตุของโรคภูมิคุ้มกันเป็นพิษ
สาเหตุหลักของโรคภูมิคุ้มกันเป็นพิษมาจากเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ทำงานผิดปกติเสียเอง โดยอาจได้รับแรงกระตุ้นจากสิ่งต่างๆ เช่น

  • กรรมพันธุ์
  • ความเครียด พักผ่อนน้อย
  • แสงแดด
  • รับฮอร์โมนเพศหญิง
  • สูบบุหรี่

10 สัญญาณอันตราย โรคภูมิคุ้มกันเป็นพิษ
เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียผิดปกติ

  • มีผื่นขึ้นตามตัวโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ผิวไวต่อแสงแดด
  • ผมร่วง
  • มีแผลที่ริมฝีปากและข้างในปาก
  • มีไข้ขึ้นสูง โดยอาการไม่ดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์
  • ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ
  • ปวดปลายนิ้วมือเท้าเวลาถูกความเย็น
  • มือสั่น ใจสั่น เหงื่อแตก
  • น้ำหนักลดลงอย่างไร้สาเหตุ

วิธีป้องกันโรคภูมิคุ้มกันเป็นพิษ
การรักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ เป็นวิธีที่จะช่วยกดอาการของโรคภูมิคุ้มกันเป็นพิษได้ ดังนั้นจึงควรยึดตามเคล็ดลับ 3 ข้อ คือ

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ

เท่านี้ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคได้ รวมถึงควบคุมอาการของโรคให้ดีขึ้นได้อีกด้วย

เคล็ดลับดูแลตับให้แข็งแรงเพื่อร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์

เคล็ดลับดูแลตับให้แข็งแรงเพื่อร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์

ตับนั้นเป็นอวัยวะที่สำคัญอวัยวะหนึ่งขอบร่างกาย

เพราะตับนั้นต้องทำหน้าที่หลายอย่างมากในแต่ละวัน หน้าที่หลักๆของตับนั้น คือการคอยกรองของเสียขจัดสารพิษตกค้างที่ได้รับมาจากการรับประทานอาหารนั่นเอง แล้วใครจะรู้บ้างว่าอาหารที่เรารัปประทานไปนั้น อาหารประเภทไหนบ้างที่ทำลายตับของเราหรืออาหารประเภทใดบ้างที่คอยบำรุงตับของเรา เพราะฉะนั้นวันนี้เรามาเรียนรู้อาหารที่บำรุงตับของเราบ้างดีกว่าว่า อาหารชนิดไหนที่คอยบำรุงหรือช่วยเหลือตับของเรานั้นเองอย่างแรกเลย คือ

ผักจำพวกผักใบเขียว ไม่ว่าจะเป็น

  • ผักโขม
  • ผักกาดขาว
  • หรือผักใบเขียวต่างๆ

เพราะว่าผักใบเขียวนั้นจะคอยช่วยชะล้างสารเคมีที่สะสมในตับได้อย่างหมดจดเลยทีเดียว โดยเฉพาะพวกยาฆ่าแมลงที่เรามักจะกินไปโดยไม่ร็ตัวที่สะสมอยู่ในร่างกายของเรานั่นเอง

แครอท

เพราะว่าในตัวของแครอทนั้นมีวิตามินมากมายหลากหลายชนิด ทั้งวิตามิน A,C,D,B1,B2 หรือวิตามิน K อีกทั้งในแครอทนั้นยังมี

  • กรด โซเดียม
  • โพแทสเซียม
  • ธาตุเหล็ก
  • กรดโฟลิกฟอสฟอรัส
  • สังกะสี
  • ทองแดง

ทั้งหมดที่เอ่ยมานี้มีคุณสมบัติที่คอยช่วยบำรุงตับ และยังช่วยบำรุงเลือดอีกด้วย

ชาเขียว

ใช่แล้ว ชาเขียวที่เราชอบดื่มกันนั่นเอง เพราะว่าในชาเขียวนั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระ จึงมีส่วนช่วยในการบำรุงตับ ไต ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว และยังสามารถป้องกันการเกิดโรคมะเร็งตับได้อีกด้วย

มันเทศ

เพราะในมันเทศมีกลูโคชิโนเลตเพื่อช่วยในการบำรุงตับและยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยในการกระตุ้นให้ตับอ่อนผลิตเอนไซม์ต่อต้านสารพิษและเอนไซม์ที่ช่วยในกระบวนการย่อยอาหาร ทำให้ระบบต่างๆในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กะหล่ำปลี

โดยกระหล่ำปลีนั้นช่วยบำรุงตับให้แข็งแรงได้เป็นอย่างดีเพราะในตัวกะหล่ำปลีนั้นมีส่วนช่วยเพิ่มกลูต้าไธโอนในร่างกาย ทำให้ล้างสารพิษบำรุงตับได้อย่างดี เหมาะสำหรับคนยุดปัจจุบันที่สุด