การดื่มนมสามารถลดน้ำหนักได้ 

คุณรู้หรือไม่ว่าเพียงแค่ดื่มนมเท่านั้นก็เป็นการช่วยให้น้ำหนักของคุณลดลงมาได้ ดังนั้นวันนี้ทางเว็บ  แทงหวยออนไลน์  ของเรามาเรียนรู้วิธีการดื่มนมเพื่อเป็นการลดน้ำหนักด้วยการผ่านกรรมวิธีต่างๆอย่างไรกันนะที่ทำให้เรานั้นสามารถลดน้ำหนักเพียงแค่ดื่มนม 

คุณรู้หรือไม่ว่านมคุณสมบัติของมันนั้นสามารถเผาผ่านไขมันซึ่งหน้าที่ของมันจะเป็นการควบคุมเมตาโบลิซึม หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่ากระบวนการในการเผาผลาญของระบบภายในร่างกายเพื่อช่วยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นดังนั้นการดื่มนมจึงเป็นวิธีที่ช่วยลดน้ำหนักและวิธีนี้ก็มีความนิยมมากที่สุดอีกด้วย 

แคลเซียมในนมช่วยให้ระบบเผาผ่านได้ดีขึ้นจริงหรือ 

-จะเห็นได้ว่ามีผลสำรวจออกมาว่าแคลเซี่ยมในนมจะเข้าไปทำปฏิกิริยาขัดขวางการสร้างหรือการสะสมตัวของพวกไขมันทำให้การสร้างหรืออาจจะเป็นการสะสมของไขมันลดลงนั่นก็ทำให้ส่งผลต่อร่างกายทำให้เกิดการเผาผ่านที่ดีมากขึ้น 

-สำหรับวิตามินดีในนมเป็นการช่วยให้ส่งผลต่อระบบการลด น้ำหนักได้เป็นอย่างดีและเป็นทางเลือกที่คนนิยมนำไปใช้ก็เพราะสาเหตุนี้แหล่ะ 

-จะเห็นได้ว่าการดื่มนมนั้นสามารถทำให้เราอิ่มเพราะว่าการดื่มนมที่มีรสชาติหวานจัดเป็นการทำให้ร่างกายเติมเต็มในสิ่งที่อยากได้และทำให้เกิดอาการไม่มีความอยากอาหารนั่นเอง 

-สำหรับแร่ธาตุที่เป็นการช่วยส่งเสริมให้ประสิทธิภาพในนมนั้นนั่นก็คือฟอสฟอรัสและแมกนีเซียมในนมสิ่งเหล่านี้ได้ไปขัดขวางการสร้างหรือการสะสมระบบไขมันที่อยู่ในร่างกายของคนเรา 

-โปรตีนในนมเป็นการช่วยในเรื่องของการเสริมสร้างที่เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อของเรา แต่นั่นก็ไม่ใช่เพียงแค่นี้เพราะมันยังเพิ่มอัตราในกระบวนการของเมตาบริซึมให้มากขึ้นอีกด้วย 

มีผลสำรวจจากสหรัฐอเมริกาโดยพวกเขาเผยออกมาว่าการใช้เวลาในการทดลอง 24 สัปดาห์ปรากฏว่ามีบุคคลที่ลดน้ำหนักด้วยการบริโภคนมพาสเจอไรซ์ที่เป็นไขมันแบบต่ำโดยปริมาณของมันนั้นอยู่ที่สาม ถึงสี่ขวดและเนื่องจากการดื่มนมสดที่เป็นพาสเจอไรซ์นั้น ด้วยการเป็นนมที่พร่องมันเนยปริมาณ 180 มิลลิลิตรจำนวนสามถึงสี่ขวดด้วยกันซึ่งการดื่มเหล้านี้เป็นการดื่มต่อวันผลปรากฏว่าช่วยทำให้น้ำหนักลงได้มากกว่าคนที่ไม่ได้ดื่มนมเลย 

สำหรับสาวสาวที่จะหันมาลดน้ำหนักและวิธีการดื่มนมทางเราขอแนะนำว่าท่านควรศึกษาก่อนที่จะทำการดื่มนมเสียก่อนนะเพราะหากทำวิธีการไม่ถูกต้องนอกจากจะไม่ผอมแล้วอาจจะเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้แก่ตัวคุณได้อีกด้วยดังนั้นหากคุณจะใช้วิธีนี้เพื่อเป็นการลดน้ำหนักหรือลดสัดส่วนของคุณคุณควรศึกษาและกระทำการให้ถูกต้องอย่างเคร่งครัดเพื่อผลลัพธ์ที่ดี     

การที่เรานั้นจะแต่งงานนั้นเรานั้นก็ควรที่จะมั่นใจว่าเขานั้นไม่ติดโรค  

การที่เรานั้นจะแต่งงานเพื่อที่เรานั้นจะมีครอบครัวให้สมบูรณ์ นั้นเรานั้นต้องมีลูกเพื่อที่จะได้สืบทอดต่อจากเรา  และเป็นลูกที่เรานั้นสองคนนั้นรักกัน การที่เรานั้นนั้นจะตัดสินใจว่าเรานั้นจะมีลูกนั้นเรานั้นต้องมั่นใจว่าสามีของเรานั้นเป็นคนที่ไม่มีโรคหรือว่าติดเชื้อ HIV  การที่เรานั้นจะป้องกันเรื่องนี้นั้นเรานั้นก็ควรที่จะพาแฟนที่เรานั้นจะตัดสินใจว่าเรานั้นจะร่วมทุกข์หรือว่าสุขนั้นไปทำการตรวจร่างกายว่าแฟนของเรานั้นติดเชื้อ HIV  หรือเปล่า  

       การที่เรานั้นตัดสินใจตรวจนั้นก็เป็นเรื่องที่ดีเพราะว่าการที่เรานั้นจะใช้ชีวิตคู่นั้นเรานั้นไม่รู้ว่าแฟนของเรานั้นเคยผ่านอะไรนั้นมามั่งเคยที่จะคุกครีกับคนที่เป็นโรคนี้หรือเปล่าการที่เรานั้นตรวจสอบหรือว่าให้หมอนนั้นตรวจเป็นการที่เรานั้นให้ความไว้วางใจแก่กัน   การที่เรานั้นจะใช้ชีวิตแบบนี้นั้นเป็นการที่เรานั้นจะได้ป้องกันว่าเรานั้นจะใช้ชีวิตแบบไหน

การที่เรานั้นรู้เท่าทันว่าเราคนที่เรานั้นแต่งงานด้วยนั้นติดเชื้อนั้นเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคนไหนนั้นรับได้  แต่ถ้า การที่เรานั้นรู้เท่ากันนั้นว่าเรานั้นคบกับคนที่เป็นโรคนั้นเรานั้นสามารถที่จะได้ใช้ชีวิตที่ในทางที่ถูกและเป็นการที่เรานั้นแพร่เชื้อให้กับคนรอบข้าง  การที่เรานั้นรับรู้ว่าเรานั้นต้องอยู่กับคนที่เป็นโรคนั้นเรานั้นจะได้รู้วิธีในการที่เรานั้นใช้ชีวิต ในการที่ไม่ประมาท  

การที่เรานั้นอยู่กับคนที่ป่วยนั้นเรานั้นก็ควรที่จะรู้วิธีในการที่เรานั้นใช้ชีวิตในการดำรงชีวิตที่ถูกที่และถูกทางและการที่เรานั้นรู้ตัวว่าเรานั้นติดเชื้อนั้นเรานั้นจะได้รู้ว่าเรานั้นไม่สามารถที่เรานั้นจะมีลูกนั้นได้  การที่เรานั้นเป็นผู้ป่วยในเชื้อ HIV นั้นเรานั้นไม่สามารถที่จะมีลูกนั้นได้และถ้าเรานั้นตั้งท้องและเรานั้นติดเชื้อนั้นเรานั้นก็ควรที่จะบอกคุณหมอและเรานั้นก็ควรที่จะปรึกษาคุณหมอว่าเรานั้นควรที่จะทำอย่างไร เพราะว่าการที่เรานั้นมีลูกนั้นลูกของเรานั้นจะติดเชื้อไปด้วย  จากการที่เรานั้นรับเชื้อเข้าไป  

    ดังนั้นการที่เรานั้นจะใช้ชีวิตคู่นั้นเรานั้นควรที่จะตรวจดูด้วยว่าแฟนของเรานั้นจะติดเชื้อ HIV  เป็นการที่เรานั้นจะได้รู้ว่าแฟนของเรานั้นปลอดโรค

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ผลเลือด non reactive แปลว่าอะไร

อาหารที่ไม่ควรนำไปแช่เย็น 

1 ซอสเผ็ดเราไม่ควรนำพวกซอสเผ็ดต่างๆไปแช่ในตู้เย็นเพื่อให้เป็นพื้นที่ของตู้เย็นเพราะจริงๆแล้วพวกซอสแถวนั้นไม่ว่าจะอยู่ในอุณหภูมิปกติหรือในตู้เย็นก็มีค่าเท่ากันเพราะมันไม่เสียง่ายอยู่แล้วเพราะว่าสอบพรุ่งนี้ปกติบริษัทที่เค้าผลิตซอสมาก็จะมีการควบคุมอายุการใช้งานอยู่แล้วซึ่งยิ่งถ้าเรานำซอสไปแช่ตู้เย็นก็จะทำให้น้ำซอสมีความเข้มข้นเดี๋ยวมากยิ่งขึ้นดังนั้นเอาไว้นอกตู้เย็นจะเป็นการถนอมอาหารได้ดีกว่าการเข้าตู้เย็น        

2ซอสมะเขือเทศเราไม่จำเป็นต้องนำซอสมะเขือเทศเข้าตู้เย็นเลยเพราะวางไว้ข้างนอกซอสมะเขือเทศก็เหนียวคนอยากต่อการใช้งานอยู่แล้วถ้ายิ่งเอาไปเข้าตู้เย็นจะยิ่งทำให้เหนียวหนักขึ้นไปอีกซึ่งจะทำให้เวลาที่ออกมาใช้งานจะเทได้ยากดังนั้นการเก็บรักษาซอสมะเขือเทศเราเก็บไว้นอกตู้เย็นก็ได้

3 นูเทลล่า คุณจะเก็บรักสาไว้นอกตู้เย็นจะดีที่สุดเพราะการเก็บไว้ในตู้เย็นจะทำให้มันแข็งตัวแล้วจะมีน่ากินที่สำคัญจะทำให้ตับยากมากหากเอาไว้ดันนอกเนื้อครีมจะนุ่มกว่าง่ายต่อการตัดมารับประทาน

4 น้ำมันมะกอกเราไม่จำเป็นต้องยืด อายุการใช้งานของน้ำมันมะกอกด้วยการแช่ตู้เย็นเพราะจริงๆแล้วอายุการใช้งานของมันเอาวางไว้นอกตู้เย็นก็สามารถใช้งานได้นานเป็นปีอีกอย่างน้ำมันมะกอกมันมีใครมันอยู่ข้างไหนด้วยเดินทางแช่ตู้เย็นจะทำให้เกิดไขมันแข็งตัวดังนั้นการวางขวดน้ำมันมะกอกไว้ด้านนอกตู้เย็นจะดีกว่าการนำเข้าตู้เย็น

5ทูน่าการเก็บรักษาทูน่ากระป๋องนั้นไม่จำเป็นต้องเก็บไว้ในตู้เย็นเพราะหากเอาไว้ตู้เย็นจะทำให้ทูน่ากระป๋องมีความชุ่มชื้นจากความเย็นและจะทำให้กระป๋องเป็นสนิมได้ง่ายขึ้นซึ่งถือว่าเป็นอันตรายเป็นอย่างมากถ้าเรากินทูน่ากระป๋องที่มีกระป๋องขึ้นสนิมดังนั้นการเก็บไว้นอกตู้เย็นจะทำให้คุณไม่ต้องเจอกับอันตรายของซักกระป๋อง 

6ขนมปังเจว่าหลายคนเวลาอยากเก็บซุ้มอาหารก็มักจะซื้อของเสร็จแล้วมาเก็บไว้ในตู้เย็นแต่การเก็บขนมปังไม่ควรเก็บไว้ในตู้เย็นเพราะจะทำให้มีเชื้อราขึ้นได้ง่ายดังนั้นการถนอมอาหารอย่างเช่นขนมปังเราเพียงแค่วางไว้ที่อุณหภูมิห้องก็สามารถถือว่าเป็นการถนอมอาหารได้แล้วเพราะอันที่จริงขนมปังจะมีอายุการรับประทานของเขาการนำไปใส่ตู้เย็นจะทำให้ขนมปังแข็งตัวและทานแล้วไม่อร่อยแต่ถ้าอยากและมีความเป็นจำเป็นที่จะต้องใส่ในตู้เย็นจริงๆควรเอาขนมปังใส่ถุงซิปล็อคแล้วปิดให้สนิทจะเป็นการยืดอายุการใช้งานขนมปังในตู้เย็นได้ดีที่สุด

 

 

สนับสนุนโดย  บุหรี่ไฟฟ้า

หากอยากถนอมอาหารเหล่านี้ควรเก็บไว้นอกตู้เย็น

 อาหารบางชนิดหากเราเก็บไว้ในตู้เย็นก็จะทำให้เน่าเสียได้เร็วเพราะความชื้นในตู้เย็นมีผลต่อการรักษาสภาพของอาหารนั้นนั้นดังนั้นวันนี้เราจึงจะมาดูกันว่ามีอาหารอะไรบ้างที่ควรเก็บไว้นอกตู้เย็นแล้วจะสามารถยืดอายุการใช้งานและยืดอายุการกินได้นานกว่าการนำไปเข้าแช่ในตู้เย็น

1 มะเขือเทศชื่อหรือไม่ว่าหากเรานำมะเขือเทศไปใช้เก็บไว้ในตู้เย็นเราจะเห็นว่าที่ผิวของมะเขือเทศจะเป็นรอยเหี่ยวซึ่งทำให้มะเขือเทศไม่น่ากินการเก็บมะเขือเทศที่ถูกต้องนั้นให้เรานำไว้ในอุณหภูมิห้องปกติมะเขือเทศจะยังสามารถสดและยืดอายุการใช้งานได้มากกว่าการเก็บรักษาไว้ในตู้เย็นเสียอีกแต่ทางที่ดีจะกินเมื่อไหร่ก็ค่อยซื้อใหม่ไม่ควรซื้อมาตุนไว้จะเป็นการดีที่สุด

2 มันฝรั่งคุณเคยเห็นหรือไม่ว่าเวลาที่เราซื้อมันฝรั่งมาแล้วใช้ไม่หมดหากเรานำไปเก็บไว้ในตู้เย็นแค่เพียงสองสามวันเท่านั้นมันฝรั่งที่นั้นก็จะมีรากงอกออกมาทันทีซึ่งหากมันฝรั่งมีรากออกมาแล้วมันจะมีสารบางอย่างที่เราไม่ควรกินดังนั้นการเก็บรักษามันฝรั่งที่ถูกต้องจึงควรเก็บไว้ในอุณหภูมิห้องปกติไม่จำเป็นต้องเอาเข้าแช่ในตู้เย็น

3 Apple อันที่จริงแล้วหากเราซื้อแอปเปิลมาเราต้องการถนอมเก็บไว้ได้นานเราสามารถเก็บแอปเปิลไว้ในอุณหภูมิห้องปกติก็ได้เพียงนำกระดาษมาหอไอ้เปิ้ลแต่ละลูกเอาไว้เก็บไว้ในที่ที่ผลแสงแต่หากต้องการกินแอปเปิลนั่นนานจะเก็บไว้ในตู้เย็นก็ได้เพียงแต่ข้อเสียของการเอาแอปเปิลใส่ไว้ในตู้เย็นนั้นก็คือจะทำให้รสชาติของ Apple เสียไป

4 อะโวคาโด้เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณนำผลอาโวคาโดไปเก็บไว้ในตู้เย็นแล้วเราก็เชื่อได้เลยว่าอะโวคาโด้ของคุณจะแข็งและไม่น่ารับประทานที่สำคัญหากมันยังเป็นสีเขียวสดอยู่แล้วคุณเอาไปแช่ตู้เย็นเมื่อไหร่มันจะยังคงความเขียวอยู่อย่างนั้นเพราะว่ามันจะสุกช้ามากดังนั้นการเก็บถนอมรักษาอะโวคาโด้ที่ดีที่สุดเมื่อซื้อมาแล้วควรเอาวางไว้นอกตู้เย็นให้สีของอะโวคาโด้ด้านนอกจากสีเขียวเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้มหรือว่าสีน้ำตาลก่อนแล้วจึงนำไปเก็บไว้ในตู้เย็นจะดีที่สุด

5 กระเทียมอีกหนึ่งอย่างที่ห้ามอย่างเด็ดขาดที่จะไปเก็บเอาไว้ในตู้เย็นนั่นก็คือกระเทียมพ่อเจ้ากระเทียมตอนนี้นี่หักเก็บไว้ในตู้เย็นแล้วจะทำให้เกิดเชื้อราเพราะมันไม่ชอบความอับชื้นหากต้องการยืดอายุการใช้งานของกระเทียมเอาไว้นอกตู้เย็นวางไว้ในพื้นที่ที่ไม่ใช่ที่อัพชื้นในพื้นที่แห้งก็จะเป็นการยืดอายุการใช้งานกระเทียมได้แล้วเราจะเห็นว่าหากเรากระเทียมใส่ไว้ในตู้เย็นซักประมาณหนึ่งอาทิตย์มันจะเริ่มมีรากแล้วมีลำต้นซึ่งจะไม่สามารถกินได้แล้วและที่สำคัญมันจะเน่าเสียเร็วมากด้วย

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

การรักษาจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

เป็นอย่างที่ทราบกันดีว่าตอนนี้เกิดการระบาดของเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่รุนแรงเป็นอย่างมากนั้นก็คือ ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดยแหล่งกำเนิดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้มาจากเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน ในปัจจุบันมีรายงานพบว่ามีชาวจีนที่เป็นผู้ติดเชื้อแล้วมากกว่า 800 คน และผู้เสียชีวิตแล้วที่เพิ่มขึ้นอีกเป็น 25 คน

ซึ่งคาดว่าอาจจะมีจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นอีก เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้นั้นได้เริ่มแพร่ระบาดในประเทศตามเมืองอื่นๆเพิ่มมากขึ้น และเริ่มแพร่ระบามายังต่างประเทศอย่าง ไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เวียดนาม ไทย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่นั้นเป็นเพราะการเดินทางมาของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเข้ามาภายในประเทศ และการที่คนได้ไปท่องเที่ยวเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน

แล้วกลับเข้าประเทศมาทำให้ติดเชื้อไวรัสมาด้วยนั้นเอง การตั้งคำถามจากการที่มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นนั้นคือ ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์นี้ไม่มียาสำหรับรักษาหรือ? ต้องขอพูดถึงการเริ่มติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ก่อนว่า จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค ได้ทำการเทียบเคียงกับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ดั้งเดิม

โดยเบื้องต้นแล้วนั้นผลประเมินออกมาว่า

ในเชื้อไวรัสของสายพันธุ์ใหม่นั้นมีระยะฟักตัวเป็นระยะที่สั้น คือตั้งแต่ 2-14 วัน นี่จึงทำให้เป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องออกมาประกาศเตือนสำหรับผู้ที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ว่าให้เฝ้าระวังและทำการสังเกตอาการของตนเองเป็นระยะเวลาประมาณ 14 วันเพื่อเช็คร่างกายว่ามีอาการอะไรเกิดขึ้นหรือไม่ แต่ไม่จำเป็นต้องรอถึง 14 วันเท่านั้นเพราะในคนทั่วไปก็จะแสดงอาการภายใน 1 สัปดาห์

นั้นก็แล้วแต่กรณีสำหรับบางคนอาจจะแสดงอาการเร็วหรือช้ากว่านั้นก็เป็นไป เพียงแค่ตั้งกรอบเอาไว้ในระยะเวลา 14 วันตามระยะของการฟักของเชื้อโรค เพื่อทำการสังเกตตนเอง อาการเบื้องต้นที่จะพบคือ อาการที่เกิดขึ้นของระบบทางเดินหายใจ หากพบว่ามีความผิดปกติของระบบทางเดินหายใจควรที่จะรีบไปพบแพทย์ทันที

เพื่อทำให้ตรวจวินิจฉัยอาการที่เป็นและทำการรักษาอย่างเหมาะสม หลายคนถามถึงการเสียชีวิตของผู้ที่ติดเชื้อว่าไม่มียารักษาหรือการรักษาที่ทำให้หายขายหรืออย่างไร ใช่แล้ว ในตอนนี้ยังไม่มียาหรือการรักษาที่สามารถทำให้ผู้ติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์นี้หายได้อย่างถาวร แต่เพียงแค่ยาที่จะสามารถช่วยประคับประคองได้ แต่ถ้าหากทานยาอย่างสม่ำเสมอและทำตามคำแนะนำของแพทย์แล้วนั้นก็จะมีอาการที่ดีขึ้นได้และก็สามารถให้ได้ในอนาคต

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

โรคไข้เลือดออก สังเกตระยะโรค

โรคไข้เลือดออก สังเกตระยะโรค

ระยะของโรคไข้เลือดออกมีทั้งหมด 3 ระยะ ได้แก่

1) ระยะไข้ ซึ่งเป็นระยะไม่อันตราย พิจารณาได้จากการจับไข้สูงลอย 2 – 7 วัน แม้ว่าจะเช็ดตัวรวมทั้งรับประทานยาไข้ก็ไม่ต่ำลง นอกนั้นจะมีลักษณะอาการเมื่อยเนื้อเมื่อยตัว ปวดกระบอกตา และอ้วกคลื่นไส้ร่วมด้วย ในบางรายอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีผื่นขึ้นตามตัวได้

2) ระยะช็อก ซึ่งจะมีลักษณะอาการภายหลังไข้ลด 24 – 48 ชั่วโมง อาการช็อกของคนที่ไม่สบายเลือดไหลจำนวนมากมีต้นเหตุจากภาวการณ์เลือดข้น โดยความเข้มข้นของเลือดสูงมากขึ้น เลือดก็เลยมีความหนืด ส่งผลให้ไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ยาก ถ้าเกิดปล่อยไว้เป็นเวลานานเกินไปอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอาการเข้าแทรก ดังเช่นว่า ไตวาย ตับอักเสบ ทานอาหารแล้วอ้วก คลื่นไส้ตลอด หนักเข้าถึงขั้นที่อวัยวะต่างๆภายในร่างกายที่ขาดเลือดไปเลี้ยงไม่ทำงาน เสียเป็นจุดๆ จนถึงจำต้องเอาออก ตัดออก ฉะนั้นผู้ป่วยในตอนนี้จำต้องเข้ารับการดูแลและรักษาให้ทันในโรงพยาบาล เพื่อไม่ให้มีการสูญเสียอวัยวะอื่นๆ ตามมา

นอกเหนือจากนี้ยังมีภาวการณ์ช็อกจากอาการเลือดไหล ด้วยเหตุว่าผู้ป่วยจะจับไข้เลือดไหลเกล็ดเลือดจะต่ำ ทำให้เลือดไหลง่าย บางบุคคลมีเลือดผสมออกมาในขณะคลื่นไส้ เมื่อเลือดไหลเรื่อยๆ ก็จะเกิดภาวะช็อกจากการขาดเลือด แม้กระนั้นบางบุคคลอาจไม่มีอาการช็อกเลยก็ได้ ขึ้นกับว่าได้รับเชื้อไวรัสสายพันธุ์ร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรง และการเฝ้าระวังในตอนนี้พอเพียงไหม

3) ระยะหาย เป็นระยะในที่สุดของไข้เลือดออก คนเจ็บจะเริ่มต้องการของกิน เข้าห้องน้ำบ่อยครั้ง เริ่มมีผื่นคัน และชีพจรเต้นช้าลง

ในการรักษาโรคไข้เลือดออกนั้นไม่มียาเฉพาะ แม้กระนั้นจะใช้แนวทางรักษาตามอาการ อย่างเช่น ระยะไข้ให้รับประทานยาลดไข้แล้วเช็ดตัวช่วย แต่ว่าถ้าหากเป็นไข้เกิน 3 วัน ควรจะไปพบหมอเพื่อเจาะเช็กผลเลือดและความดัน ถ้าเกล็ดเลือดต่ำลงมากกว่า 100,000 ต่อลูกบาศก์มม. ก็เดาได้ว่าจะจับไข้เลือดไหลจำพวกร้ายแรง เนื่องจากในคนธรรมดาจะมีเกล็ดเลือดโดยประมาณ 150,000 – 400,000 ต่อลูกบาศก์มม. รวมทั้งมีความเข้มข้นของเลือดอยู่ที่ 36 – 40 g/dl ด้วยเหตุนั้นถ้าเกิดเกล็ดเลือดต่ำว่า 100,000 ต่อลูกบาศก์มม. และก็มีความเข้มข้นสูงถึง 42 – 45 g/dl จะต้องเริ่มเฝ้าระวังอาการช็อกโดยเร็ว

ถ้าอยู่ในระยะช็อกแพทย์จะให้รับประทานเกลือแร่ เนื่องจากว่าเมื่อเกล็ดเลือดต่ำสามารถในการหุ้มห่อน้ำเลือดของเส้นเลือดจะต่ำลง ทำให้น้ำเลือดไหลซึมออกได้ เป็นต้นเหตุที่ทำให้ความเข้มข้นของเลือดสูง เมื่อรับประทานเกลือแร่เข้าไปจะสามารถชดเชยน้ำเลือดที่ซึมออกไปได้ แต่ว่าถ้าเป็นระยะที่มีความผิดปกติมากเกินไป มีลักษณะอาการช็อก หรือคนไข้ไม่อาจจะทานเกลือแร่ได้ จะให้น้ำเกลือจำพวกพิเศษสำหรับไข้เลือดออกโดยยิ่งไปกว่านั้น เมื่อไปสู่กระแสโลหิตแล้วจะไหลซึมออกช้าลง เพื่อช่วยทุเลาอาการ

น่ากลัวแบบงี้ฟังดูแล้วคงจะไม่มีผู้ใดต้องการเจ็บป่วยเลือดด้วยไข้เลือดออกแน่ๆ แนวทางกล้วยๆ ที่จะช่วยปกป้องตัวเองจากโรคไข้เลือดออกได้ก็คือ การดูแลไม่ให้โดนยุงกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุงลาย เนื่องจากว่าพวกเราไม่มีวันทราบได้ว่ายุงตัวไหนจะมีเชื้อไวรัสเด็งกี การปกป้องไม่ให้ยุงกัดก็เลยเป็นวิธีที่เยี่ยมที่สุด และที่สำคัญการทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลาย ไม่ให้สามารถขยายพันธุ์และแพร่ระบาดโรคได้ก็ทางเลือกที่ดี ดังนั้นเมื่อมองเห็นน้ำนองที่ไหนจำต้องรีบจัดการโดยทันที อย่าปล่อยทิ้งเอาไว้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นมันอาจจะนำไข้เลือดออกมาสู่ตัวเราได้แบบไม่ทันตั้งตัว

การมีเสมหะในคอเรื้อรัง อาจเกิดจากโรค

เสมหะเกิดจากการที่มีเชื้อโรคปะปนเข้าไปกับอากาสที่หายใจหลอดลม โดยที่เชื้อโรคนั้นเมื่อมีเพิ่มขึ้น อวัยวะของหลอดลมที่ไม่ต้องการให้สิ่งนั้นลงปอด จึงสั่งให้ต่อมบางอย่างในหลอดลมสร้างสารคัดหลั่งออกมาเพื่อดักจับเชื้อโรคนั้น ที่อยู่ในเยื่อบุทางเดินหายใจ ซึ่งก็กลายเป็นเสมหะ แต่การที่มีเสมหะในคอเรื้อรังนั้น อาจเกิดจากโรค หรือภาวะบางอย่างดังนี้
1. โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ (allergic rhinitis) และจมูกอักเสบชนิดไม่แพ้ (non-allergic rhinitis)

2. โรคไซนัสอักเสบ (rhinosinusitis)
3. โรคกรดไหลย้อน (gastroesophageal reflux disease: GERD)

4. การใช้เสียงผิดวิธี (muscle misuse dysphonia)

5. โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง (chronic bronchitis) และโรคหืด (asthma)

6. การติดเชื้อเรื้อรังบริเวณคอ (chronic infectious pharyngitis)

7. การระคายเคือง และ/หรือการบาดเจ็บเรื้อรังบริเวณลำคอ (chronic irritative and/or traumatic pharyngitis)

ถ้าไม่ต้องการมีเสมหะ ก็ต้องป้องกันที่ต้นเหตุ
1. สวมผ้าปิดจมูก หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรค หรือ สิ่งแปลกปลอมเข้ามาในหลอดลม หรือพยายามหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีความเสี่ยงสูง เช่น โรงไม้ โรงขี้เลื่อย โรงเผาถ่าน เป็นต้น โดยหากการสวมใส่หน้ากากอนามัย ทำให้รู้สึกอึดอัด สามารถใช้ยาหม่องน้ำหยดที่ผ้าปิดจมูกได้ รับรองอาการนี้จะดีขึ้น

2. ถ้าเสมหะข้นและเหนียวอาจจะดื่มน้ำอุ่นเพื่อช่วยละลายเสมหะได้ไม่ควรรับประทานน้ำเย็น เพราะเชื้อโรคจะชอบ ภูมิคุ้มกันจะต่ำและจะติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น

3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

การดูแลตนเองหากรู้ว่าเป็นโรคไขมันพอกตับและโรคความดัน

เชื่อว่ามีหลายๆคนหรือทุกคนอยากมีชีวิตที่ยืนยาว อยู่กับลูกหลานของตนไปนานๆ

แต่ถ้าหากว่าเรามีโรคอื่นๆเข้ามาล่ะ อาทิเช่น โรคความดันโลหิตสูง เราควรมาหาอะไรที่ดีเพื่อเป็นการดูแลตนเองเพื่อทำให้มีชีวิตที่ยาวนาน แต่ทว่าหากเราเป็นโรคไขมันพอกตับหรือโรคความดันโลหิตสูงเราควรปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อให้ตัวเราอยู่ได้นานๆ

อันดับแรก เราควรงดอาหารที่มีรสชาติจัดจ้าน ไม่เน้นเค็ม หรืออาหารที่มีรสชาติเน้นไปทางด้านเค็ม อาทิเช่น เกลือ ผงฟู หรืออาจจะเป็นผงชูรสก็ไม่ควรเช่นกัน

การคุมน้ำหนัก เป็นการลดอาหารประเภทไขมันและแป้ง ซึ่งเราควรหลีกเลี่ยงให้ได้มากที่สุด สิ่งที่เราควรทานนั้นก็คือเราควรต้องเน้นผักและผลไม้ เพราะประโยชน์ของผักและผลไม้นั้นมีมาก ซึ่งประโยชน์ที่กล่าวมานั้นก็รวมไปถึงแมกนีเซียมและกากใยอาหารที่สามารถช่วยลดความมดันโลหิตได้อีกด้วย การรับประทานถั่วและธัญพืชก็เป็นประโยชน์สูงเช่นกัน เพราะในถั่วและธัญพืชมีกากใยชนิดละลายน้ำซึ่งช่วยควบคุมความดันโลหิตของเราได้นั่นเอง

การสูบบุหรี่ หากท่านเป็นคนสูบบุหรี่แล้วละก็คควรลดหรือเลิกไปจะดีกว่า เพราะบุหรี่เป็นอันตรายต่อตับและปอดเป็นอย่างมาก ซึ่งมันจะก่อให้เกิดผนังเส้นเลือดนั้นอักเสบได้ และนอกจากนั้นจะทำให้หลอดเลือดแข็งตัวเร็วขึ้นไปอีก

การดื่มสุราหรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เนื่องจากแอลกอฮอล์เป็นสิ่งของต้องห้าม เพราะเป็นการดื่มที่มีผลอันตรายให้แก่ร่างกาย ให้แต่โทษอย่างเดียว ซึ่งแอลกกอฮอล์นั้นทำให้ความดันโลหิตของเราสูงขึ้นอีกด้วย

ความเครียด สำหรับอาการเครียดมันมีผลต่อความดันโลหิตเหมือนกัน เพราฉะนั้นเราจึงลดความเคลียดลง เพื่อเป็นการผ่อนคลายเราควรหัดฝึกนั่งสมาธิโดยการบริหารจิตใจ ให้เป็นคนมีจิตใจเย็นจะได้ผ่องใสแจ่มใส ดังนั้นเราควรจะคิดแต่เรื่องที่ดีๆเข้าไว้

การออกกำลังกาย เราควรออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อไม่ให้ร่างกายทรุดโทรม แต่หากว่าคุณเป็นความดันโลหิตก็ควรออกกำลังกายในการควบคุมของแพทย์ เพราะการออกกำลังกายที่มีความรุนแรงหรือใช้แรงมากเกินไปอาจจะก่อให้เกิดความดันขึ้นก็เป็นได้

น้ำผึ้งรักษาแผลได้จริงหรือ?

น้ำผึ้งกับการรักษาแผล ใช่แล้ว น้ำผึ้งรสหวานแสนอร่อยที่เราทานกันนี่แหละ ที่สามารถช่วยรักษาสมานแผลสดได้ สาวๆ หลายคนคงเคยเอาน้ำผึ้งมาทาบริเวณใบหน้าหรือผสมกับวัตถุดิบอื่นๆ เพื่อช่วยให้ผิวหน้าดูอ่อนกว่าวัย ในปัจจุบันน้ำผึ้งยังถูกใช้ในวงการแพทย์อีกด้วย โดย Rama Honey Team แห่งโรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ร่วมกันค้นคว้าและวิจัยถึงวิธีการรักษาแผลผ่าตัดซึ่งมีขั้นตอนมากมาย บางครั้งในรายที่แผลใหญ่อาจต้องมีการดมยาสลบร่วมด้วย ส่งผลผู้ป่วยได้รับความเจ็บปวดจากการเย็บและทำความสะอาดแผลเมื่อตื่นขึ้นมา

การใช้น้ำผึ้งเพื่อรักษาแผลนั้นมีมาตั้งแต่ในอดีตที่ยังไม่มียาแผนปัจจุบันใช้ เช่น แผลกดทับ แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก จากการศึกษาพบว่า น้ำผึ้งสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียบางชนิดได้ อีกทั้งยังช่วยลดอาการบวมของแผล และช่วยเร่งหรือกระตุ้นการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อใหม่ เพราะน้ำผึ้งถือเป็นแหล่งอาหารให้กับเวลล์เนื้อเยื่อ Rama Honey Team จึงได้นำน้ำผึ้งที่ปลอดเชื้อ ผสมกับน้ำเกลือสะอาด และน้ำยาฆ่าเชื้อโรค ในกลุ่มที่มีไอโอดีน(ไม่มีแอลกอฮอลผสม) ทำให้ผู้ป่วย ไม่เกิดความเจ็บปวด ทำให้สามารถทำความสะอาดแผลได้โดยไม่จำเป็นต้องเลาะ หรือตัดเนื้อเยื่อบริเวณแผลผ่าตัดออก จากนั้นใส่น้ำผึ้ง 2-3 ลบ.ซม.ลงในแผล จัดขอบแผลให้ตรง และสมานเป็นแนวเดียวกัน จากนั้นยึดให้ติดกันด้วยพลาสเตอร์ โดยในระยะแรก หากเนื้อเยื่อบริเวณแผล ยังมีการติดเชื้อมาก จะทำแผลโดยวิธีดังกล่าว วันละ 1-2 ครั้ง ภายใน 2-3 วัน จะพบว่า เนื้อเยื่อบริเวณแผล มีการอักเสบลดลง เนื้อเยื่อแดงขึ้น การบวมของแผลลดลง กลิ่นที่เกิดจากการติดเชื้อก็จะหายไป และเนื้อเยื่อบริเวณแผลเติบโตอย่างรวดเร็ว เมื่อแผลสะอาดแล้ว ใส่น้ำผึ่งในแผล จากนั้นยึดขอบแผลด้วยพลาสเตอร์ ไม่เปิดแผลเป็นเวลา 3-4 วัน ภายใน 2 สัปดาห์ เนื้อเยื่อก็จะติดกัน ตลอดแนวของแผล ทำให้ผู้ป่วย อยู่โรงพยาบาลเพียง 3-4 วันหลังการรักษา โดยไม่ต้องเย็บแผลใหม่ เสียค่าใช้จ่าย เพียงเล็กน้อย คิดแล้วเป็นสัดส่วน เพียงร้อยละ 5-10 ของการรักษาแบบเดิม โดยการหายของแผลไม่แตกต่าง กับวิธีการเย็บแผล

ภัยเงียบของโรคที่คุณไม่รู้ตัว ‘ภาวะไขมันพอกตับ’

ในยุคที่ทุกอย่างกำลังก้าวหน้ามีการพัฒนา สิ่งที่พัฒนาเช่นกันก็คือโรค ผู้คนสามารถเจ็บป่วยเป็นโรคได้ง่ายขึ้น และยิ่งพฤติกรรมบริโภคยิ่งแย่ลง  ไม่ใส่ใจการกิน ไม่ใส่ใจสุขภาพ ไม่ค่อยตรวจสุขภาพต้องรอให้ป่วยหนักๆ จึงมีเวลาตรวจสุขภาพและต้องมานั่งลุ้นว่า คอเลสเตอรอลจะเกินไหม ไตรกลีเซอไรด์จะพุ่งหรือไม่ โดยเฉพาะค่าน้ำตาลในเลือดที่มีผลให้เกิดความเสี่ยงสารพัดโรค เช่น โรคเบาหวาน ซึ่งนอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งโรคที่น่ากลัวไม่แพ้กัน คือ โรคไขมันพอกตับ โดยเกิดจากการที่ร่างกายของเราไม่สามารถนำไขมันที่รับประทานแล้วไปใช้ได้หมด จนทำให้เกิดการสะสมอยู่ที่ตับ

ไขมันพอกตับ คืออะไร?
พญ.ปิติญา รุ่งภูวภัทร อายุรแพทย์โรคทางเดินอาหารและโรคตับ โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า ไขมันพอกตับเป็นภัยเงียบ เนื่องจากไม่มีอาการเตือนอย่างชัดเจน หรือไม่แสดงอาการแต่อย่างใด กว่าจะรู้ตัวคือเจ็บป่วยเป็นโรคแล้ว หรือมักตรวจพบและได้รับการวินิจฉัยเมื่อมาตรวจสุขภาพประจำปี อาจมีอาการอ่อนเพลียควบคู่ไปด้วย มีอาการจุกแน่นบริเวณชายโครงขวา

กลุ่มเสี่ยงไขมันพอกตับ
ผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นภาวะไขมันพอกตับโดยส่วนใหญ่มักจะพบในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง กลุ่มอาการอ้วนลงพุง ผู้ป่วยที่มีน้ำหนักตัวมาก ชอบรับประทานอาหารหวาน ไม่ออกกำลังกาย

ภัยเงียบจากไขมันพอกตับ
โดยส่วนใหญ่ไขมันพอกตับระยะแรกหรือระยะเริ่มต้นมักจะไม่มีอาการ ไม่แสดงอาการ แต่หากปล่อยทิ้งไว้จนเกิดการอักเสบเรื้อรัง อาจทำให้กลายเป็นโรคตับแข็ง และเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งตับได้ นอกจากนี้ ยังพบว่า ผู้ที่เป็นโรคภาวะไขมันพอกตับจะมีความเสี่ยงหรือพบโรคแทรกซ้อน เช่น เสี่ยงเกิดโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น ซึ่งมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ที่ไม่ได้เป็นโรคภาวะไขมันพอกตับ ในภาวะนี้เกิดจากร่างกายไม่สามารถนำไขมันที่เรารับประทานไปใช้ได้หมด ส่วนใหญ่ผู้ป่วยไม่มีอาการ จึงอาจทำให้ผู้ป่วยไม่ทราบว่าตัวเองกำลังอยู่ในภาวะไขมันพอกตับ

การป้องกันไขมันพอกตับ

  1. ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี หรือทุก 6 เดือน จะช่วยให้พบความผิดปกติของตับได้เร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะไขมันพอกตับสามารถตรวจเจอในระยะแรกๆ สามารถตรวจพบได้ผ่านการตรวจเลือด อัลตร้าซาวด์ หรือการตรวจด้วยเครื่อง FibroScan
  2. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว หรือ อาหารที่มีไขมันทรานส์สูง เช่น เนื้อติดมัน เบคอน แฮม น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว เบเกอรี่ ครีมเทียม
  3. หลีกเลี่ยงน้ำตาลฟรุกโตส เช่น เครื่องดื่มที่มีรสหวาน คุกกี้ ลูกอม น้ำผลไม้ (ควรรับประทานผลไม้ทั้งผลมากกว่า)
  4. ควรรับประทานไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอก อะโวคาโด ถั่วต่างๆ ปลาทู ปลาแซลมอน ปลาทูน่า
  5. หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อย 4-5 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30-45 นาที
  6. หากใครอยู่ในเกณฑ์อ้วน คือ มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน ให้ลดน้ำหนักตัว สามารถปรึกษาแพทย์ได้เช่นกันว่าควรจะมีน้ำหนักประมาณเท่าไร
  7. ลดการดื่มแอลกอฮอล์ และงดสูบบุหรี่
  8. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 5-6 ชั่วโมงต่อวัน