โทษของการดื่มน้ำอัดลม

            น้ำอัดลมเป็นเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่หลายคนต้องการดื่ม เพื่อเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย สามารถดื่มได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เนื่องจากเมื่อทานเข้าไปจะทำให้ร่างกายเกิดความรู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันที เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกใจว่าทำไมในช่วงฤดูร้อนของเมืองไทย น้ำอัดลมถึงได้รับความนิยมมากที่หาจะซื้อกันมาทาน

           ในน้ำอัดลมประกอบไปด้วยคาเฟ่อีนและน้ำตาล หากรับประทาน นานๆครั้งจะไม่เป็นอะไร แต่ถ้าทานเข้าไปจำนวนมากบ่อยๆ ก็จะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ ในส่วนตัวก๊าซที่บรรจุในขวดน้ำอัดลม จะทำให้เราเกิดอาการท้องอืดแน่นท้อง เพราะฉะนั้นคนที่ชอบดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ จะต้องระวังอันตรายจากโรคต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น  

โรคกระดูกพรุน  ในน้ำอัดลมมีกรดฟอสฟอริกสูง เมื่อกรดนี้ไปยับยั้งการดูดซึมของแคลเซียม จะทำให้เราสูญเสียมวลกระดูกได้ 

น้ำหนักเพิ่ม การดื่มน้ำอัดลมที่มีส่วนผสมของน้ำตาลในปริมาณที่สูงนั้น มีผลต่อน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น และส่งผลถึงความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนตามมาด้วย

การนอนไม่หลับ เพราะในน้ำอัดลมมีสารคาเฟอีนผสมอยู่   ซึ่งจะออกฤทธิ์กระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา หากดื่มเข้าไปในปริมาณมากจะทำให้เรานอนไม่หลับได้ 

กระเพาะอาหารเป็นแผล น้ำอัดลมใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในการอัดน้ำ ทำให้เกิดกรดคาร์บอนิก ซึ่งกรดตัวนี้จะไปทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร ถ้าทานบ่อยๆจะทำให้เป็นแผลในกระเพาะอาหาร

ฟันผุ   เนื่องจากเป็นเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง และเมื่อน้ำตาลตกค้างจะกลายเป็นอาหารของแบคทีเรียที่อยู่ในช่องปาก ซึ่งเมื่อแบคทีเรียจับตัวรวมกันกับน้ำตาลจะกลายเป็นคราบหินปูน  ส่งผลทำให้เกิดปัญหาภายในช่องปากและลุกลามจนถึงขั้นฟันผุได้

โรคเบาหวาน  การดื่มน้ำอัดลมที่มีปริมาณน้ำตาลสูงจะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนลงพุงและเบาหวาน เพราะเมื่อความดันโลหิตและน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น จะก่อให้เกิดไขมันมาสะสมที่รอบเอว รวมถึงไขมันคลอเรสเตอรอลที่สูงเพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงเสี่ยงทำให้เกิดโรคเบาหวาน โรคหัวใจ ตามมา

             เห็นโทษของการดื่มน้ำอัดลมกันแล้ว ดังนั้นคนที่ชื่นชอบการดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ เราแนะนำว่าควรจะลดหรือเลิกการดื่มไปเลยจะดีมาก หากในระหว่างวันรู้สึกอยากดื่มน้ำอัดลมขึ้นมา ก็ให้หาเครื่องดื่มชนิดอื่นๆเช่น  น้ำผลไม้หรือน้ำสมุนไพรที่มีปริมาณน้ำตาลน้อยมาดื่มทดแทนกัน หรือไม่ก็หาแรงจูงใจที่จะทำให้เราเลิกน้ำดื่มอัดลมเช่น ให้คิดถึงโทษและข้อเสียอยู่เสมอก่อนที่จะดื่ม เช่น มันทำให้เราอ้วน

หรือป่วยเป็นโรคเบาหวาน  แต่ถ้าหากทำอย่างไรคุณก็ยังเลิกดื่มน้ำอัดลมไม่ได้ ก็ขอให้ปรับปริมาณการดื่มให้น้อยลงเพียงเหลือสัปดาห์ละ 1 ถึง 2 ขวดก็พอ และสิ่งสำคัญที่จะต้องคอยเตือนตัวเองอยู่ตลอดเวลาก็คือทานแล้วต้องไปออกกำลังกาย  ให้ได้อย่างน้อย 30 นาทีเพื่อที่ร่างกายของเราจะได้แข็งแรงและต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บได้

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยฮานอย

การบำรุงผมให้มีสุขภาพที่ดี

การบำรุงผมที่ดีนั้นหรือว่ามีผมที่สุขภาพที่นั้นมีชัยไปมากกว่าครึ่งเพราะว่าการมีผมที่สวยนั้นบ่งบอกว่าเรานั้นมีการดูแลตัวเอง ดูแลสุขภาพ การที่เรานั้นบำรุงสุขภาพผมนั้นมีหลากหลายวิธีด้วยกันอยู่ที่เรานั้นจะเลือกที่บำรุงผมของเรา  

การทำทรีตเม้นต์ผมนั้นก็ทำให้เรานั้นเข้าไปบำรุงผมให้มีสุขภาพที่ดีและเส้นผมของเรานั้นแข็งแรงยิ่งขึ้น  การทำทรีตเม้นต์ อย่างน้อยนั้นสัปดาห์ล่ะสองครั้ง เพื่อที่จะเข้าไปบำรุงเส้นผม  และซ่อมแซมผมที่เสียนั้นให้กับมาสุขภาพที่ดีอีกครั้ง  

วิธีการที่เรานั้นจะกู้ผมให้สวยและมีสุขภาพผมที่ดีนั้นเราควรที่จะบำรุงผมหลังจากที่เรานั้นสระผมเสร็จแล้วใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เข้าไปทำหน้าที่ควบคุมบำรุงเส้นผม เพื่อที่ป้องกันไม่ให้ผมของเรานั้นถูกทำลายในอนาคตถึงแม้ว่าการที่เรานั้นทำผมที่ร้านเสริมสวยนั้นจะทำให้เส้นผมของเรานั้นกลับมาสวยอย่างเห็นได้ชัด 

แต่ถ้าเราเองนั้นก็สามารถที่จะทำทรีตเม้นต์ได้ด้วยตัวเองง่ายๆที่บ้าน  เพียงแค่เรานั้นหาผลิตภัณฑ์ทรีตเม้นต์ที่เหมาะแก่สุขภาพผมของเรา    การทำทรีตเม้นต์ผมนั้นเพื่อที่จะป้องกันผมของเราในอนาคตที่เรานั้นทั้งหนีบผม ที่ทำให้ผมของเรานั้นเสีย  ทรีตเม้นต์นั้นจะเข้าไปช่วยบำรุงและซ่อมแซม ให้ผมของเรานั้นเงางามและมีสุขภาพที่ดี  เราจะมาดูกันว่ามีทรีตเม้นต์อะไรบ้างที่บำรุงเส้นผมของเรา  

   เทรซาเม่  ซาลอน  ดีท็อก  มาส์ก   เป็นทรีตเม้นต์ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ  นั้นคือ ขิงและชาเขียว  ที่ช่วยให้ทำความสะอาดอย่างล้ำและพร้อมที่ช่วยบำรุงแก่เส้นผมให้ชุ่มชื่นกับเส้นผมอย่างรวดเร็ว  และยังสามารถใช้ได้ทุกวัน  เพื่อให้ผมเรานั้นสวยงามเหมือนกับว่าเรานั้นเพิ่งออกมาจากร้านทำผม  

  ซันซิลอินเทนซีฟ ทรีตเม้นต์ เดเมจ รีสโตร์  อันนี้ก็เป็นคุณสมบัตร ที่เข้าช่วยขจัดสิ่งสกปรก และพื้นฟูบำรงผมที่แห้งเสีย แถมยังเป็นทรีตเม้นต์ที่หอมอย่างมาก  และให้ความชุ่มชื้นเส้นผมให้ยาวนาน  ทั้งยังป้องกันไม่ให้ผมนั้นเปราะบางหรือว่าขาดง่ายจากที่เรานั้นหวีผมอีกด้วย  และยังทำให้เรานั้นจัดผมได้ง่ายมาก 

ทรีตเม้นต์ผมที่ช่วยฟื้นฟูบำรุงเส้นผมที่เสีย  อันนี้เป็นทรีตเม้นต์มาส์กเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างบำรุงผมชั้นใน  และชั้นนอก ทำให้ผมชั้นผมแข็งแรงมากขึ้น  และยังรักษาความชุ่มชื้นให้กับผมที่เสียนั้นแก้ปัญหาผมอย่างล้ำลึก ตั้งแต่โคนจรดปลาย  

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  สมัครเว็บหวยฮานอย

แค่เดินก็เท่ากับออกกำลังกาย

การเดิน ถือว่าเป็นการออกกำลังกายอีกรูปแบบหนึ่งที่สามารถทำได้ทุกคนทุกวัย โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุที่ไม่เรี่ยวแรงในการวิ่งเหมือนอย่างคนกับวัยรุ่นคนหนุ่มสาว การเดินเลยเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่จะทำให้รู้สึกว่าได้มีการขยับ มีการเคลื่อนไหว หรือกับคนที่รูปร่างอ้วนมากๆอย่าจะเริ่มออกกำลังกายด้วยการวิ่ง

แต่ปัญหาที่ตามมาคือ เข่า ที่ต้องทนแบกรับของน้ำหนักตัวที่ไม่สมดุล นั้นอาจจะทำให้เข่าของคุณได้เสียก่อนจะได้หุ่นผอมแน่ๆ เพราะฉะนั้นคุณควรเริ่มจากการเดินก่อนจะดีเป็นที่สุด แล้วเราจะได้ประโยชน์อะไรจากเดินบ้างล่ะ ไปดูกันเลย

สร้างความแข็งแรงให้หัวใจ การเดินทุกวันอย่างสม่ำเสมอจะช่วยทำให้ลดการเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือก เป็นการออกกำลังที่จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี และเพิ่มคอเลสเตอรอลที่ดีให้กับร่างกาย และถ้าหากคุณเดินเร็วอย่างน้อย 30-45 นาทีในทุกๆวัน จะช่วยป้องกันและควบคุบในเรื่องของความดันโลหิตได้อีกด้วย

ลดความเสี่ยงต่อสารพัดโรค การเดินสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่2 ได้ถึงร้อยละ 60 โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และโรคมะเร็งเต้านมได้ร้อยละ 20 

ลดน้ำหนัก ผลการสำรวจว่าถ้าหากเราเดินด้วยความเร็ว 2 ไมล์/ชั่วโมง ในระยะเวลา 30 นาที จะสามารถเผาผลาญพลังงานออกไปได้ถึง 75 แคลอรี่ และยิ่งหากคุณเดินในระยะทางที่มากขึ้นอีก ร่างกายคุณก็จะสามารถเผาผลาญพลังงานออกไปเพิ่มมากยิ่งขึ้น

ป้องกันภาวะสมองเสื่อม โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่อวัยวะภายในร่างกายแปรสภาพตามอายุและการใช้งาน การออกกำลังกายด้วยการเดิน 6 ไมล์/สัปดาห์ จะมีแนวโน้มที่ลดความเสี่ยงต่อการหดตัวของสมอง และยังสามารถรักษาความทรงจำไปได้อีกนานหลายปี

สร้างกล้ามเนื้อขา กระชับหน้าท้องและสะโพก การเดินอย่างสม่ำเสมอจะทำให้กล้ามเนื้อน่องแข็งแรง หน้าท้องและสะโพกกระชับมากยิ่งขึ้น และยังช่วยให้การทำงานของเอ็นร้อยหวายทำงานได้ดี การเดินจึงทำให้หุ่นและรูปร่างที่ขึ้นอีกด้วย

เพิ่มวิตามินDให้ร่างกาย การเดินออกกำลังกายถ้าจะให้ดีต้องทำข้างนอกบ้าน เพราะร่างกายบางคนในขาดวิตามินดี ที่ทำให้สุขภาพไม่ดี มีปัญหาในเรื่องของกระดูกและระบบภูมิคุ้มกัน การได้ออกมาเดินหรือทำกิจกรรมนอกบ้านจะได้ให้รู้สึกเพลิดเพลิน และยังได้รับวิตามินดีให้กับร่างกาย

เพิ่มพลัง การเริ่มเดินของแต่ละคนนั้นอาจจะแตกต่างกัน บางคนนั้นเริ่มจากการเดินช้าๆก่อนแล้วคอยเพิ่มความเร็วไปในแต่ละวัน ทำแบบนี้จะทำให้เราพัฒนา และมีพลังมากขึ้น ส่งผลให้มีร่างกายที่แข็งแรง อดทนต่อความเหนื่อยได้

มีความสุข การเดินเหมือนเป็นการที่คุณได้ใช้เวลากับตัวเอง ในระหว่างเดินคุณสามารถคิดอะไรก็ได้ หรือในบางครั้งคุณเหนื่อยล้าจากการทำงานนานๆ แค่ลุกขึ้นมาเดินสักหน่อยก็อาจจะช่วยทำให้สมองได้มีการพักผ่อน

 

ได้รับการสนับสนุนมาจาก  แทงหวยลาว

การทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

พื้นฐานง่ายๆสู่ความสำเร็จในการลดหุ่นด้วยการทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

“ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่นะ ร่างกายจะได้แข็งแรง” เชื่อเถอะว่าหลายๆคนน่าจะเคยได้ยินประโยคนี้มาบ่อยๆ เพราะมันเป็นประโยชน์ที่จะถูกร่ำสอนอยู่เสมอตั้งแต่ในตำราเรียน หรือแม้ว่ากระทั้งที่เราไปหาหมอด้วยความไม่สบาย คุณหมอเองก็จะแนะนำเราเช่นนี้เหมือนกัน ซึ่งนั้นเป็นวิธีการที่ถูกต้องแล้ว เพราะการทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่จะทำให้ร่างกายเราแข็งแรงและร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน

ในทางนี้เองที่มีบางคนบอกมาว่า ก็ทานอาหารครบ 5 หมู่แต่ทำไมถึงอ้วน ทำไมน้ำหนักถึงเยอะ ถ้าลดจะน้ำหนักจะต้องไม่ทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต และไขมัน ก็ที่จะคิดไปเองหลายๆอย่างนั้นมาทำความเข้าใจก่อนดีกว่าว่า สาเหตุที่แท้จริงของการทำหมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้น และมีหุ่น สัดส่วนที่ไม่สมดุลนั้น เกิดจากอาหารนั้นแหละ

จริงอยู่ว่าการทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่นั้นเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายโดยตรง แต่ในขณะที่คุณทานนั้นได้คำนึงถึงปริมาณอาหารและปริมาณวัตถุดิบที่นำมาใช้ประกอบอาหารด้วยหรือไม่ ต้องขอบอกเลยนะว่าดารทานอาหารที่มีปริมาณที่มากจนเกินไป นั้นจะส่งผลเสียให้กับร่างกายของคุณ ระบบย่อยอาหารของคุณจะทำงานได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ เท่ากับว่าอาหารจะถูกย่อยและกลายเป็นสารอาหารตกค้างที่รอการย่อย ในระหว่างนั้นเองสารอาหารเหล่านั้นก็จะสามารถแปรสภาพให้เป็นไขมันที่จะสะสมอยู่ในช่องท้องของคุณได้

รวมถึงวัตถุดิบที่ใช้ในการทำอาหารอย่างเช่น อาหารรสเค็ม ยิ่งทานมากจะยิ่งทำให้ไตทำงานหนัก ไม่สามารถขับสารพิษออกจากร่างกายได้กลายเป็นสารตกค้าง โซเดียมจากคามเค็มก็จะทำให้ตัวคุณบวมได้อีกด้วย และจนไปถึงแนวคิดที่ว่าต้องงดสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต และไขมัน ในส่วนของคาร์โบไฮเดรตที่เป็นแหล่งพลังงานหลักของร่างกาย

คุณจะขาดสารอาหารประเภทนี้ไม่ได้ เพราะคาร์โบไฮเดรตจะช่วยทำให้คุณมีเรี่ยวแรงในการทำกิจกรรมต่างๆ แต่ก็ต้องทานให้พอดี เพราะในคาร์โบไฮเดรตมีส่วนประกอบของน้ำตาล ถ้าหากทานมาก น้ำตาลในร่างกายจะไม่ถูกเผาผลาญ และจะแปรสภาพเป็นไขมันที่จะเกาะตามส่วนต่างๆของร่างกาย อีกหนึ่งอย่างนั้นก็คือ ไขมัน หลายๆคนจะกลัวมาก

ซึ่งในความเป็นจริงแล้วถ้าหากว่าในปริมาณที่เหมาะสม ร่างกายก็จะขับออกได้ ถ้าหากทานมากจนเกินไปผลเสียก็จะตาม เราไม่จำเป็นต้องกลัวไขมัน หรืองดไขมัน อย่างไรแล้วมันก็ยังเป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการ สรุปแล้วว่า อาหารทั้ง 5 หมู่ไม่ว่าจะประเภทไหน คาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามิน เกลือแร่ ไขมัน เราก็ไม่ควรขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่เพียงแค่เลือกทานในปริมาณที่เหมาะสมของร่างกายเท่านั้น

 

สนับสนุนโดย  ซื้อหวยลาว4ตัว

โรคไข้เลือดออก สังเกตระยะโรค

โรคไข้เลือดออก สังเกตระยะโรค

ระยะของโรคไข้เลือดออกมีทั้งหมด 3 ระยะ ได้แก่

1) ระยะไข้ ซึ่งเป็นระยะไม่อันตราย พิจารณาได้จากการจับไข้สูงลอย 2 – 7 วัน แม้ว่าจะเช็ดตัวรวมทั้งรับประทานยาไข้ก็ไม่ต่ำลง นอกนั้นจะมีลักษณะอาการเมื่อยเนื้อเมื่อยตัว ปวดกระบอกตา และอ้วกคลื่นไส้ร่วมด้วย ในบางรายอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีผื่นขึ้นตามตัวได้

2) ระยะช็อก ซึ่งจะมีลักษณะอาการภายหลังไข้ลด 24 – 48 ชั่วโมง อาการช็อกของคนที่ไม่สบายเลือดไหลจำนวนมากมีต้นเหตุจากภาวการณ์เลือดข้น โดยความเข้มข้นของเลือดสูงมากขึ้น เลือดก็เลยมีความหนืด ส่งผลให้ไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ยาก ถ้าเกิดปล่อยไว้เป็นเวลานานเกินไปอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอาการเข้าแทรก ดังเช่นว่า ไตวาย ตับอักเสบ ทานอาหารแล้วอ้วก คลื่นไส้ตลอด หนักเข้าถึงขั้นที่อวัยวะต่างๆภายในร่างกายที่ขาดเลือดไปเลี้ยงไม่ทำงาน เสียเป็นจุดๆ จนถึงจำต้องเอาออก ตัดออก ฉะนั้นผู้ป่วยในตอนนี้จำต้องเข้ารับการดูแลและรักษาให้ทันในโรงพยาบาล เพื่อไม่ให้มีการสูญเสียอวัยวะอื่นๆ ตามมา

นอกเหนือจากนี้ยังมีภาวการณ์ช็อกจากอาการเลือดไหล ด้วยเหตุว่าผู้ป่วยจะจับไข้เลือดไหลเกล็ดเลือดจะต่ำ ทำให้เลือดไหลง่าย บางบุคคลมีเลือดผสมออกมาในขณะคลื่นไส้ เมื่อเลือดไหลเรื่อยๆ ก็จะเกิดภาวะช็อกจากการขาดเลือด แม้กระนั้นบางบุคคลอาจไม่มีอาการช็อกเลยก็ได้ ขึ้นกับว่าได้รับเชื้อไวรัสสายพันธุ์ร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรง และการเฝ้าระวังในตอนนี้พอเพียงไหม

3) ระยะหาย เป็นระยะในที่สุดของไข้เลือดออก คนเจ็บจะเริ่มต้องการของกิน เข้าห้องน้ำบ่อยครั้ง เริ่มมีผื่นคัน และชีพจรเต้นช้าลง

ในการรักษาโรคไข้เลือดออกนั้นไม่มียาเฉพาะ แม้กระนั้นจะใช้แนวทางรักษาตามอาการ อย่างเช่น ระยะไข้ให้รับประทานยาลดไข้แล้วเช็ดตัวช่วย แต่ว่าถ้าหากเป็นไข้เกิน 3 วัน ควรจะไปพบหมอเพื่อเจาะเช็กผลเลือดและความดัน ถ้าเกล็ดเลือดต่ำลงมากกว่า 100,000 ต่อลูกบาศก์มม. ก็เดาได้ว่าจะจับไข้เลือดไหลจำพวกร้ายแรง เนื่องจากในคนธรรมดาจะมีเกล็ดเลือดโดยประมาณ 150,000 – 400,000 ต่อลูกบาศก์มม. รวมทั้งมีความเข้มข้นของเลือดอยู่ที่ 36 – 40 g/dl ด้วยเหตุนั้นถ้าเกิดเกล็ดเลือดต่ำว่า 100,000 ต่อลูกบาศก์มม. และก็มีความเข้มข้นสูงถึง 42 – 45 g/dl จะต้องเริ่มเฝ้าระวังอาการช็อกโดยเร็ว

ถ้าอยู่ในระยะช็อกแพทย์จะให้รับประทานเกลือแร่ เนื่องจากว่าเมื่อเกล็ดเลือดต่ำสามารถในการหุ้มห่อน้ำเลือดของเส้นเลือดจะต่ำลง ทำให้น้ำเลือดไหลซึมออกได้ เป็นต้นเหตุที่ทำให้ความเข้มข้นของเลือดสูง เมื่อรับประทานเกลือแร่เข้าไปจะสามารถชดเชยน้ำเลือดที่ซึมออกไปได้ แต่ว่าถ้าเป็นระยะที่มีความผิดปกติมากเกินไป มีลักษณะอาการช็อก หรือคนไข้ไม่อาจจะทานเกลือแร่ได้ จะให้น้ำเกลือจำพวกพิเศษสำหรับไข้เลือดออกโดยยิ่งไปกว่านั้น เมื่อไปสู่กระแสโลหิตแล้วจะไหลซึมออกช้าลง เพื่อช่วยทุเลาอาการ

น่ากลัวแบบงี้ฟังดูแล้วคงจะไม่มีผู้ใดต้องการเจ็บป่วยเลือดด้วยไข้เลือดออกแน่ๆ แนวทางกล้วยๆ ที่จะช่วยปกป้องตัวเองจากโรคไข้เลือดออกได้ก็คือ การดูแลไม่ให้โดนยุงกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุงลาย เนื่องจากว่าพวกเราไม่มีวันทราบได้ว่ายุงตัวไหนจะมีเชื้อไวรัสเด็งกี การปกป้องไม่ให้ยุงกัดก็เลยเป็นวิธีที่เยี่ยมที่สุด และที่สำคัญการทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลาย ไม่ให้สามารถขยายพันธุ์และแพร่ระบาดโรคได้ก็ทางเลือกที่ดี ดังนั้นเมื่อมองเห็นน้ำนองที่ไหนจำต้องรีบจัดการโดยทันที อย่าปล่อยทิ้งเอาไว้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นมันอาจจะนำไข้เลือดออกมาสู่ตัวเราได้แบบไม่ทันตั้งตัว

การมีเสมหะในคอเรื้อรัง อาจเกิดจากโรค

เสมหะเกิดจากการที่มีเชื้อโรคปะปนเข้าไปกับอากาสที่หายใจหลอดลม โดยที่เชื้อโรคนั้นเมื่อมีเพิ่มขึ้น อวัยวะของหลอดลมที่ไม่ต้องการให้สิ่งนั้นลงปอด จึงสั่งให้ต่อมบางอย่างในหลอดลมสร้างสารคัดหลั่งออกมาเพื่อดักจับเชื้อโรคนั้น ที่อยู่ในเยื่อบุทางเดินหายใจ ซึ่งก็กลายเป็นเสมหะ แต่การที่มีเสมหะในคอเรื้อรังนั้น อาจเกิดจากโรค หรือภาวะบางอย่างดังนี้
1. โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ (allergic rhinitis) และจมูกอักเสบชนิดไม่แพ้ (non-allergic rhinitis)

2. โรคไซนัสอักเสบ (rhinosinusitis)
3. โรคกรดไหลย้อน (gastroesophageal reflux disease: GERD)

4. การใช้เสียงผิดวิธี (muscle misuse dysphonia)

5. โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง (chronic bronchitis) และโรคหืด (asthma)

6. การติดเชื้อเรื้อรังบริเวณคอ (chronic infectious pharyngitis)

7. การระคายเคือง และ/หรือการบาดเจ็บเรื้อรังบริเวณลำคอ (chronic irritative and/or traumatic pharyngitis)

ถ้าไม่ต้องการมีเสมหะ ก็ต้องป้องกันที่ต้นเหตุ
1. สวมผ้าปิดจมูก หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรค หรือ สิ่งแปลกปลอมเข้ามาในหลอดลม หรือพยายามหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีความเสี่ยงสูง เช่น โรงไม้ โรงขี้เลื่อย โรงเผาถ่าน เป็นต้น โดยหากการสวมใส่หน้ากากอนามัย ทำให้รู้สึกอึดอัด สามารถใช้ยาหม่องน้ำหยดที่ผ้าปิดจมูกได้ รับรองอาการนี้จะดีขึ้น

2. ถ้าเสมหะข้นและเหนียวอาจจะดื่มน้ำอุ่นเพื่อช่วยละลายเสมหะได้ไม่ควรรับประทานน้ำเย็น เพราะเชื้อโรคจะชอบ ภูมิคุ้มกันจะต่ำและจะติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น

3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

น้ำผึ้งรักษาแผลได้จริงหรือ?

น้ำผึ้งกับการรักษาแผล ใช่แล้ว น้ำผึ้งรสหวานแสนอร่อยที่เราทานกันนี่แหละ ที่สามารถช่วยรักษาสมานแผลสดได้ สาวๆ หลายคนคงเคยเอาน้ำผึ้งมาทาบริเวณใบหน้าหรือผสมกับวัตถุดิบอื่นๆ เพื่อช่วยให้ผิวหน้าดูอ่อนกว่าวัย ในปัจจุบันน้ำผึ้งยังถูกใช้ในวงการแพทย์อีกด้วย โดย Rama Honey Team แห่งโรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ร่วมกันค้นคว้าและวิจัยถึงวิธีการรักษาแผลผ่าตัดซึ่งมีขั้นตอนมากมาย บางครั้งในรายที่แผลใหญ่อาจต้องมีการดมยาสลบร่วมด้วย ส่งผลผู้ป่วยได้รับความเจ็บปวดจากการเย็บและทำความสะอาดแผลเมื่อตื่นขึ้นมา

การใช้น้ำผึ้งเพื่อรักษาแผลนั้นมีมาตั้งแต่ในอดีตที่ยังไม่มียาแผนปัจจุบันใช้ เช่น แผลกดทับ แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก จากการศึกษาพบว่า น้ำผึ้งสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียบางชนิดได้ อีกทั้งยังช่วยลดอาการบวมของแผล และช่วยเร่งหรือกระตุ้นการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อใหม่ เพราะน้ำผึ้งถือเป็นแหล่งอาหารให้กับเวลล์เนื้อเยื่อ Rama Honey Team จึงได้นำน้ำผึ้งที่ปลอดเชื้อ ผสมกับน้ำเกลือสะอาด และน้ำยาฆ่าเชื้อโรค ในกลุ่มที่มีไอโอดีน(ไม่มีแอลกอฮอลผสม) ทำให้ผู้ป่วย ไม่เกิดความเจ็บปวด ทำให้สามารถทำความสะอาดแผลได้โดยไม่จำเป็นต้องเลาะ หรือตัดเนื้อเยื่อบริเวณแผลผ่าตัดออก จากนั้นใส่น้ำผึ้ง 2-3 ลบ.ซม.ลงในแผล จัดขอบแผลให้ตรง และสมานเป็นแนวเดียวกัน จากนั้นยึดให้ติดกันด้วยพลาสเตอร์ โดยในระยะแรก หากเนื้อเยื่อบริเวณแผล ยังมีการติดเชื้อมาก จะทำแผลโดยวิธีดังกล่าว วันละ 1-2 ครั้ง ภายใน 2-3 วัน จะพบว่า เนื้อเยื่อบริเวณแผล มีการอักเสบลดลง เนื้อเยื่อแดงขึ้น การบวมของแผลลดลง กลิ่นที่เกิดจากการติดเชื้อก็จะหายไป และเนื้อเยื่อบริเวณแผลเติบโตอย่างรวดเร็ว เมื่อแผลสะอาดแล้ว ใส่น้ำผึ่งในแผล จากนั้นยึดขอบแผลด้วยพลาสเตอร์ ไม่เปิดแผลเป็นเวลา 3-4 วัน ภายใน 2 สัปดาห์ เนื้อเยื่อก็จะติดกัน ตลอดแนวของแผล ทำให้ผู้ป่วย อยู่โรงพยาบาลเพียง 3-4 วันหลังการรักษา โดยไม่ต้องเย็บแผลใหม่ เสียค่าใช้จ่าย เพียงเล็กน้อย คิดแล้วเป็นสัดส่วน เพียงร้อยละ 5-10 ของการรักษาแบบเดิม โดยการหายของแผลไม่แตกต่าง กับวิธีการเย็บแผล

ภัยเงียบของโรคที่คุณไม่รู้ตัว ‘ภาวะไขมันพอกตับ’

ในยุคที่ทุกอย่างกำลังก้าวหน้ามีการพัฒนา สิ่งที่พัฒนาเช่นกันก็คือโรค ผู้คนสามารถเจ็บป่วยเป็นโรคได้ง่ายขึ้น และยิ่งพฤติกรรมบริโภคยิ่งแย่ลง  ไม่ใส่ใจการกิน ไม่ใส่ใจสุขภาพ ไม่ค่อยตรวจสุขภาพต้องรอให้ป่วยหนักๆ จึงมีเวลาตรวจสุขภาพและต้องมานั่งลุ้นว่า คอเลสเตอรอลจะเกินไหม ไตรกลีเซอไรด์จะพุ่งหรือไม่ โดยเฉพาะค่าน้ำตาลในเลือดที่มีผลให้เกิดความเสี่ยงสารพัดโรค เช่น โรคเบาหวาน ซึ่งนอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งโรคที่น่ากลัวไม่แพ้กัน คือ โรคไขมันพอกตับ โดยเกิดจากการที่ร่างกายของเราไม่สามารถนำไขมันที่รับประทานแล้วไปใช้ได้หมด จนทำให้เกิดการสะสมอยู่ที่ตับ

ไขมันพอกตับ คืออะไร?
พญ.ปิติญา รุ่งภูวภัทร อายุรแพทย์โรคทางเดินอาหารและโรคตับ โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า ไขมันพอกตับเป็นภัยเงียบ เนื่องจากไม่มีอาการเตือนอย่างชัดเจน หรือไม่แสดงอาการแต่อย่างใด กว่าจะรู้ตัวคือเจ็บป่วยเป็นโรคแล้ว หรือมักตรวจพบและได้รับการวินิจฉัยเมื่อมาตรวจสุขภาพประจำปี อาจมีอาการอ่อนเพลียควบคู่ไปด้วย มีอาการจุกแน่นบริเวณชายโครงขวา

กลุ่มเสี่ยงไขมันพอกตับ
ผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นภาวะไขมันพอกตับโดยส่วนใหญ่มักจะพบในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง กลุ่มอาการอ้วนลงพุง ผู้ป่วยที่มีน้ำหนักตัวมาก ชอบรับประทานอาหารหวาน ไม่ออกกำลังกาย

ภัยเงียบจากไขมันพอกตับ
โดยส่วนใหญ่ไขมันพอกตับระยะแรกหรือระยะเริ่มต้นมักจะไม่มีอาการ ไม่แสดงอาการ แต่หากปล่อยทิ้งไว้จนเกิดการอักเสบเรื้อรัง อาจทำให้กลายเป็นโรคตับแข็ง และเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งตับได้ นอกจากนี้ ยังพบว่า ผู้ที่เป็นโรคภาวะไขมันพอกตับจะมีความเสี่ยงหรือพบโรคแทรกซ้อน เช่น เสี่ยงเกิดโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น ซึ่งมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ที่ไม่ได้เป็นโรคภาวะไขมันพอกตับ ในภาวะนี้เกิดจากร่างกายไม่สามารถนำไขมันที่เรารับประทานไปใช้ได้หมด ส่วนใหญ่ผู้ป่วยไม่มีอาการ จึงอาจทำให้ผู้ป่วยไม่ทราบว่าตัวเองกำลังอยู่ในภาวะไขมันพอกตับ

การป้องกันไขมันพอกตับ

  1. ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี หรือทุก 6 เดือน จะช่วยให้พบความผิดปกติของตับได้เร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะไขมันพอกตับสามารถตรวจเจอในระยะแรกๆ สามารถตรวจพบได้ผ่านการตรวจเลือด อัลตร้าซาวด์ หรือการตรวจด้วยเครื่อง FibroScan
  2. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว หรือ อาหารที่มีไขมันทรานส์สูง เช่น เนื้อติดมัน เบคอน แฮม น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว เบเกอรี่ ครีมเทียม
  3. หลีกเลี่ยงน้ำตาลฟรุกโตส เช่น เครื่องดื่มที่มีรสหวาน คุกกี้ ลูกอม น้ำผลไม้ (ควรรับประทานผลไม้ทั้งผลมากกว่า)
  4. ควรรับประทานไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอก อะโวคาโด ถั่วต่างๆ ปลาทู ปลาแซลมอน ปลาทูน่า
  5. หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อย 4-5 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30-45 นาที
  6. หากใครอยู่ในเกณฑ์อ้วน คือ มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน ให้ลดน้ำหนักตัว สามารถปรึกษาแพทย์ได้เช่นกันว่าควรจะมีน้ำหนักประมาณเท่าไร
  7. ลดการดื่มแอลกอฮอล์ และงดสูบบุหรี่
  8. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 5-6 ชั่วโมงต่อวัน

โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ อันตรายแค่ไหน

หากลูกน้อยเป็นหวัดเรื้อรัง จามบ่อย อาจเป็นสัญญาณอันตรายของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้
นายแพทย์ภาสกร ชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ในปัจจุบันโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้หรือโรคแพ้อากาศมีแนวโน้มมากขึ้น ดังนั้นควรสังเกตสุขภาพของเด็กว่ามีอาการเหล่านี้หรือไม่

  1. เด็กมีอาการเป็นหวัดบ่อย ๆ เรื้อรังเป็นเวลานานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน
  2. มีอาการจามบ่อย ๆ โดยเฉพาะในช่วงเช้า
  3. คันตาเป็น ๆ หาย ๆ
  4. คัดจมูก หายใจไม่สะดวก ร่วมกับมีน้ำมูกใส ๆ ทุกวัน
    หากเด็กเล็กมีอาการดังกล่าว ให้สงสัยว่าน่าจะเป็นโรคภูมิแพ้ของจมูก โดยเฉพาะหากมีประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัว แต่อย่างไรก็ตามควรปรึกษาแพทย์เพื่อแยกจากโรคไซนัสอักเสบ โรคติดเชื้ออื่นๆ ในโพรงจมูก หรือภาวะที่มีสิ่งแปลกปลอมในโพรงจมูก ซึ่งอาจพบในเด็กได้บ่อย

การดูแลเด็กที่มีภาวะโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้
นายแพทย์อดิศัย ภัตตาตั้ง ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวเพิ่มเติมว่า การดูแลเด็กที่มีภาวะโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ควรปฏิบัติดังนี้

  1. หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ และสิ่งที่กระตุ้นถือเป็นหลักสำคัญที่สุดในการรักษา ผู้ปกครองจึงต้องสังเกตสิ่งที่กระตุ้นให้เด็กเกิดอาการด้วย สิ่งที่พบว่าเด็กมักจะแพ้ คือ ตัวไรฝุ่นในบ้าน ในห้องนอน หรือตุ๊กตาที่ใช้นุ่นหรือสำลี ฝุ่นบ้าน ซากแมลง กลิ่นของสารเคมี น้ำหอม ควันบุหรี่
  2. ควรจัดห้องนอนหรือห้องนั่งเล่นของเด็กให้สะอาด ห้องนอนของเด็กไม่ควรใช้พรมปูพื้นหรือมีข้าวของรกรุงรังซึ่งอาจทำให้กักฝุ่นได้ ควรทำความสะอาดด้วยการถูน้ำทุกวัน การกำจัดตัวไรฝุ่นโดยการซักผ้าปูเตียง ปลอกหมอนด้วยน้ำร้อนอุณหภูมิสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส นานอย่างน้อย 15 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ซึ่งสามารถช่วยลดการสัมผัสต่อสารก่อภูมิแพ้จากตัวไรฝุ่นได้ดี
  3. หลีกเลี่ยงการได้รับควันบุหรี่ เนื่องจากอาจทำให้มีอาการ น้ำมูกไหล จาม ตาแดง ไอ หรือหอบหืด
  4. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง
  5. ระมัดระวังการติดเชื้อหวัดจากคนใกล้ชิดในบ้านหรือที่โรงเรียน
  6. ผู้ปกครองควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์โดยเคร่งครัด ไม่ควรงดใช้ยาเอง เนื่องจากยาบางชนิดอาจต้องใช้เวลาพอสมควรจึงจะเห็นผลในการรักษา
  7. พาผู้ป่วยไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้งเพื่อการรักษาอย่างต่อเนื่อง

ภูมิคุ้มกันเป็นพิษกับสัญญาณอันตราย

โรค “ภูมิคุ้มกันเป็นพิษ” ไม่ใช่โรคใหม่แต่อย่างใด เพียงแต่เป็นโรคเดิมที่มีมานานแล้ว และมีหลายคนบนโลกที่เป็น หากเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องก็จะสามารถควบคุมอาการได้ ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต เพียงแต่หากปล่อยให้มีอาการต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาจส่งผลให้อาการกำเริบไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย และมีอาการหนักขึ้นเรื่อยๆ จนเสียชีวิตได้เช่นกัน

โรค “ภูมิคุ้มกันเป็นพิษ” คืออะไร?
โรคภูมิคุ้มกันเป็นพิษ เป็นเพียงชื่อหนึ่งของ โรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง หรือโรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง โรคภูมิต้านตนเอง และโรคภูมิแพ้ตัวเอง คนไทยบางส่วนเรียกว่า “โรคพุ่มพวง” เพราะศิลปินลูกทุ่งในตำนานอย่าง พุ่มพวง ดวงจันทร์ เสียชีวิตด้วยโรคนี้ ส่วนภาษาอังกฤษอาจเรียกว่า โรคออโตอิมมูน (Autoimmune) หรืออาจเรียกโดยทั่วไปว่า โรคลูปัส (Lupus)

โรคออโตอิมมูน เป็นกลุ่มโรคที่อธิบายถึงการทำงานที่ผิดปกติของเม็ดเลือดขาว ซึ่งโดยปกติจะทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันร่างกายของเราจากเชื้อโรค และสิ่งแปลกปลอมต่างๆ แต่เมื่อมันทำงานผิดปกติ เม็ดเลือดขาวผู้แสนดีจึงหันมาทำร้ายร่างกายของเองเสียเอง ทำร้ายเนื้อเยื่อในร่างกายจนเกิดอาการอักเสบอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดอวัยวะนั้นๆ ก็ใช้งานไม่ได้

ประเภทของโรคภูมิคุ้มกันเป็นพิษ
โรคภูมิคุ้มกันเป็นพิษ หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง มีด้วยกันหลายชนิด ได้แก่

  • SLE (Systemic Lupus Erythematosus) : เกิดจากมีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้มีการสร้างภูมิต่อต้านหลายชนิดต่อเซลล์และส่วนประกอบต่าง ๆ ของเซลล์ของตนเอง มีผลทำให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ ทั่วตัว
  • Neonatal Lupus : โรคแพ้ภูมิในทารกแรกเกิด
  • Drug-induced Lupus : โรคแพ้ภูมิจากยา เกิดจากการใช้ยาบางกลุ่ม และจะหายเมื่อหยุดใช้ยานั้น
  • Discoid Lupus Erythematosus : โรคที่มีผื่นแดงขึ้นที่ใบหน้าและสร้างรอยแผลเป็นหลังผื่นหาย
  • Subacute Cutaneous Lupus Erythematosus : โรคผื่นกึ่งเฉียบพลัน โดยผิวหนังบริเวณที่สัมผัสกับแสงแดดจะเป็นผื่น

สาเหตุของโรคภูมิคุ้มกันเป็นพิษ
สาเหตุหลักของโรคภูมิคุ้มกันเป็นพิษมาจากเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ทำงานผิดปกติเสียเอง โดยอาจได้รับแรงกระตุ้นจากสิ่งต่างๆ เช่น

  • กรรมพันธุ์
  • ความเครียด พักผ่อนน้อย
  • แสงแดด
  • รับฮอร์โมนเพศหญิง
  • สูบบุหรี่

10 สัญญาณอันตราย โรคภูมิคุ้มกันเป็นพิษ
เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียผิดปกติ

  • มีผื่นขึ้นตามตัวโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ผิวไวต่อแสงแดด
  • ผมร่วง
  • มีแผลที่ริมฝีปากและข้างในปาก
  • มีไข้ขึ้นสูง โดยอาการไม่ดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์
  • ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ
  • ปวดปลายนิ้วมือเท้าเวลาถูกความเย็น
  • มือสั่น ใจสั่น เหงื่อแตก
  • น้ำหนักลดลงอย่างไร้สาเหตุ

วิธีป้องกันโรคภูมิคุ้มกันเป็นพิษ
การรักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ เป็นวิธีที่จะช่วยกดอาการของโรคภูมิคุ้มกันเป็นพิษได้ ดังนั้นจึงควรยึดตามเคล็ดลับ 3 ข้อ คือ

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ

เท่านี้ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคได้ รวมถึงควบคุมอาการของโรคให้ดีขึ้นได้อีกด้วย