การทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

พื้นฐานง่ายๆสู่ความสำเร็จในการลดหุ่นด้วยการทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

“ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่นะ ร่างกายจะได้แข็งแรง” เชื่อเถอะว่าหลายๆคนน่าจะเคยได้ยินประโยคนี้มาบ่อยๆ เพราะมันเป็นประโยชน์ที่จะถูกร่ำสอนอยู่เสมอตั้งแต่ในตำราเรียน หรือแม้ว่ากระทั้งที่เราไปหาหมอด้วยความไม่สบาย คุณหมอเองก็จะแนะนำเราเช่นนี้เหมือนกัน ซึ่งนั้นเป็นวิธีการที่ถูกต้องแล้ว เพราะการทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่จะทำให้ร่างกายเราแข็งแรงและร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน

ในทางนี้เองที่มีบางคนบอกมาว่า ก็ทานอาหารครบ 5 หมู่แต่ทำไมถึงอ้วน ทำไมน้ำหนักถึงเยอะ ถ้าลดจะน้ำหนักจะต้องไม่ทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต และไขมัน ก็ที่จะคิดไปเองหลายๆอย่างนั้นมาทำความเข้าใจก่อนดีกว่าว่า สาเหตุที่แท้จริงของการทำหมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้น และมีหุ่น สัดส่วนที่ไม่สมดุลนั้น เกิดจากอาหารนั้นแหละ

จริงอยู่ว่าการทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่นั้นเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายโดยตรง แต่ในขณะที่คุณทานนั้นได้คำนึงถึงปริมาณอาหารและปริมาณวัตถุดิบที่นำมาใช้ประกอบอาหารด้วยหรือไม่ ต้องขอบอกเลยนะว่าดารทานอาหารที่มีปริมาณที่มากจนเกินไป นั้นจะส่งผลเสียให้กับร่างกายของคุณ ระบบย่อยอาหารของคุณจะทำงานได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ เท่ากับว่าอาหารจะถูกย่อยและกลายเป็นสารอาหารตกค้างที่รอการย่อย ในระหว่างนั้นเองสารอาหารเหล่านั้นก็จะสามารถแปรสภาพให้เป็นไขมันที่จะสะสมอยู่ในช่องท้องของคุณได้

รวมถึงวัตถุดิบที่ใช้ในการทำอาหารอย่างเช่น อาหารรสเค็ม ยิ่งทานมากจะยิ่งทำให้ไตทำงานหนัก ไม่สามารถขับสารพิษออกจากร่างกายได้กลายเป็นสารตกค้าง โซเดียมจากคามเค็มก็จะทำให้ตัวคุณบวมได้อีกด้วย และจนไปถึงแนวคิดที่ว่าต้องงดสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต และไขมัน ในส่วนของคาร์โบไฮเดรตที่เป็นแหล่งพลังงานหลักของร่างกาย

คุณจะขาดสารอาหารประเภทนี้ไม่ได้ เพราะคาร์โบไฮเดรตจะช่วยทำให้คุณมีเรี่ยวแรงในการทำกิจกรรมต่างๆ แต่ก็ต้องทานให้พอดี เพราะในคาร์โบไฮเดรตมีส่วนประกอบของน้ำตาล ถ้าหากทานมาก น้ำตาลในร่างกายจะไม่ถูกเผาผลาญ และจะแปรสภาพเป็นไขมันที่จะเกาะตามส่วนต่างๆของร่างกาย อีกหนึ่งอย่างนั้นก็คือ ไขมัน หลายๆคนจะกลัวมาก

ซึ่งในความเป็นจริงแล้วถ้าหากว่าในปริมาณที่เหมาะสม ร่างกายก็จะขับออกได้ ถ้าหากทานมากจนเกินไปผลเสียก็จะตาม เราไม่จำเป็นต้องกลัวไขมัน หรืองดไขมัน อย่างไรแล้วมันก็ยังเป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการ สรุปแล้วว่า อาหารทั้ง 5 หมู่ไม่ว่าจะประเภทไหน คาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามิน เกลือแร่ ไขมัน เราก็ไม่ควรขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่เพียงแค่เลือกทานในปริมาณที่เหมาะสมของร่างกายเท่านั้น

 

สนับสนุนโดย  ซื้อหวยลาว4ตัว

โรคไข้เลือดออก สังเกตระยะโรค

โรคไข้เลือดออก สังเกตระยะโรค

ระยะของโรคไข้เลือดออกมีทั้งหมด 3 ระยะ ได้แก่

1) ระยะไข้ ซึ่งเป็นระยะไม่อันตราย พิจารณาได้จากการจับไข้สูงลอย 2 – 7 วัน แม้ว่าจะเช็ดตัวรวมทั้งรับประทานยาไข้ก็ไม่ต่ำลง นอกนั้นจะมีลักษณะอาการเมื่อยเนื้อเมื่อยตัว ปวดกระบอกตา และอ้วกคลื่นไส้ร่วมด้วย ในบางรายอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีผื่นขึ้นตามตัวได้

2) ระยะช็อก ซึ่งจะมีลักษณะอาการภายหลังไข้ลด 24 – 48 ชั่วโมง อาการช็อกของคนที่ไม่สบายเลือดไหลจำนวนมากมีต้นเหตุจากภาวการณ์เลือดข้น โดยความเข้มข้นของเลือดสูงมากขึ้น เลือดก็เลยมีความหนืด ส่งผลให้ไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ยาก ถ้าเกิดปล่อยไว้เป็นเวลานานเกินไปอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอาการเข้าแทรก ดังเช่นว่า ไตวาย ตับอักเสบ ทานอาหารแล้วอ้วก คลื่นไส้ตลอด หนักเข้าถึงขั้นที่อวัยวะต่างๆภายในร่างกายที่ขาดเลือดไปเลี้ยงไม่ทำงาน เสียเป็นจุดๆ จนถึงจำต้องเอาออก ตัดออก ฉะนั้นผู้ป่วยในตอนนี้จำต้องเข้ารับการดูแลและรักษาให้ทันในโรงพยาบาล เพื่อไม่ให้มีการสูญเสียอวัยวะอื่นๆ ตามมา

นอกเหนือจากนี้ยังมีภาวการณ์ช็อกจากอาการเลือดไหล ด้วยเหตุว่าผู้ป่วยจะจับไข้เลือดไหลเกล็ดเลือดจะต่ำ ทำให้เลือดไหลง่าย บางบุคคลมีเลือดผสมออกมาในขณะคลื่นไส้ เมื่อเลือดไหลเรื่อยๆ ก็จะเกิดภาวะช็อกจากการขาดเลือด แม้กระนั้นบางบุคคลอาจไม่มีอาการช็อกเลยก็ได้ ขึ้นกับว่าได้รับเชื้อไวรัสสายพันธุ์ร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรง และการเฝ้าระวังในตอนนี้พอเพียงไหม

3) ระยะหาย เป็นระยะในที่สุดของไข้เลือดออก คนเจ็บจะเริ่มต้องการของกิน เข้าห้องน้ำบ่อยครั้ง เริ่มมีผื่นคัน และชีพจรเต้นช้าลง

ในการรักษาโรคไข้เลือดออกนั้นไม่มียาเฉพาะ แม้กระนั้นจะใช้แนวทางรักษาตามอาการ อย่างเช่น ระยะไข้ให้รับประทานยาลดไข้แล้วเช็ดตัวช่วย แต่ว่าถ้าหากเป็นไข้เกิน 3 วัน ควรจะไปพบหมอเพื่อเจาะเช็กผลเลือดและความดัน ถ้าเกล็ดเลือดต่ำลงมากกว่า 100,000 ต่อลูกบาศก์มม. ก็เดาได้ว่าจะจับไข้เลือดไหลจำพวกร้ายแรง เนื่องจากในคนธรรมดาจะมีเกล็ดเลือดโดยประมาณ 150,000 – 400,000 ต่อลูกบาศก์มม. รวมทั้งมีความเข้มข้นของเลือดอยู่ที่ 36 – 40 g/dl ด้วยเหตุนั้นถ้าเกิดเกล็ดเลือดต่ำว่า 100,000 ต่อลูกบาศก์มม. และก็มีความเข้มข้นสูงถึง 42 – 45 g/dl จะต้องเริ่มเฝ้าระวังอาการช็อกโดยเร็ว

ถ้าอยู่ในระยะช็อกแพทย์จะให้รับประทานเกลือแร่ เนื่องจากว่าเมื่อเกล็ดเลือดต่ำสามารถในการหุ้มห่อน้ำเลือดของเส้นเลือดจะต่ำลง ทำให้น้ำเลือดไหลซึมออกได้ เป็นต้นเหตุที่ทำให้ความเข้มข้นของเลือดสูง เมื่อรับประทานเกลือแร่เข้าไปจะสามารถชดเชยน้ำเลือดที่ซึมออกไปได้ แต่ว่าถ้าเป็นระยะที่มีความผิดปกติมากเกินไป มีลักษณะอาการช็อก หรือคนไข้ไม่อาจจะทานเกลือแร่ได้ จะให้น้ำเกลือจำพวกพิเศษสำหรับไข้เลือดออกโดยยิ่งไปกว่านั้น เมื่อไปสู่กระแสโลหิตแล้วจะไหลซึมออกช้าลง เพื่อช่วยทุเลาอาการ

น่ากลัวแบบงี้ฟังดูแล้วคงจะไม่มีผู้ใดต้องการเจ็บป่วยเลือดด้วยไข้เลือดออกแน่ๆ แนวทางกล้วยๆ ที่จะช่วยปกป้องตัวเองจากโรคไข้เลือดออกได้ก็คือ การดูแลไม่ให้โดนยุงกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุงลาย เนื่องจากว่าพวกเราไม่มีวันทราบได้ว่ายุงตัวไหนจะมีเชื้อไวรัสเด็งกี การปกป้องไม่ให้ยุงกัดก็เลยเป็นวิธีที่เยี่ยมที่สุด และที่สำคัญการทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลาย ไม่ให้สามารถขยายพันธุ์และแพร่ระบาดโรคได้ก็ทางเลือกที่ดี ดังนั้นเมื่อมองเห็นน้ำนองที่ไหนจำต้องรีบจัดการโดยทันที อย่าปล่อยทิ้งเอาไว้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นมันอาจจะนำไข้เลือดออกมาสู่ตัวเราได้แบบไม่ทันตั้งตัว

การมีเสมหะในคอเรื้อรัง อาจเกิดจากโรค

เสมหะเกิดจากการที่มีเชื้อโรคปะปนเข้าไปกับอากาสที่หายใจหลอดลม โดยที่เชื้อโรคนั้นเมื่อมีเพิ่มขึ้น อวัยวะของหลอดลมที่ไม่ต้องการให้สิ่งนั้นลงปอด จึงสั่งให้ต่อมบางอย่างในหลอดลมสร้างสารคัดหลั่งออกมาเพื่อดักจับเชื้อโรคนั้น ที่อยู่ในเยื่อบุทางเดินหายใจ ซึ่งก็กลายเป็นเสมหะ แต่การที่มีเสมหะในคอเรื้อรังนั้น อาจเกิดจากโรค หรือภาวะบางอย่างดังนี้
1. โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ (allergic rhinitis) และจมูกอักเสบชนิดไม่แพ้ (non-allergic rhinitis)

2. โรคไซนัสอักเสบ (rhinosinusitis)
3. โรคกรดไหลย้อน (gastroesophageal reflux disease: GERD)

4. การใช้เสียงผิดวิธี (muscle misuse dysphonia)

5. โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง (chronic bronchitis) และโรคหืด (asthma)

6. การติดเชื้อเรื้อรังบริเวณคอ (chronic infectious pharyngitis)

7. การระคายเคือง และ/หรือการบาดเจ็บเรื้อรังบริเวณลำคอ (chronic irritative and/or traumatic pharyngitis)

ถ้าไม่ต้องการมีเสมหะ ก็ต้องป้องกันที่ต้นเหตุ
1. สวมผ้าปิดจมูก หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรค หรือ สิ่งแปลกปลอมเข้ามาในหลอดลม หรือพยายามหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีความเสี่ยงสูง เช่น โรงไม้ โรงขี้เลื่อย โรงเผาถ่าน เป็นต้น โดยหากการสวมใส่หน้ากากอนามัย ทำให้รู้สึกอึดอัด สามารถใช้ยาหม่องน้ำหยดที่ผ้าปิดจมูกได้ รับรองอาการนี้จะดีขึ้น

2. ถ้าเสมหะข้นและเหนียวอาจจะดื่มน้ำอุ่นเพื่อช่วยละลายเสมหะได้ไม่ควรรับประทานน้ำเย็น เพราะเชื้อโรคจะชอบ ภูมิคุ้มกันจะต่ำและจะติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น

3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

น้ำผึ้งรักษาแผลได้จริงหรือ?

น้ำผึ้งกับการรักษาแผล ใช่แล้ว น้ำผึ้งรสหวานแสนอร่อยที่เราทานกันนี่แหละ ที่สามารถช่วยรักษาสมานแผลสดได้ สาวๆ หลายคนคงเคยเอาน้ำผึ้งมาทาบริเวณใบหน้าหรือผสมกับวัตถุดิบอื่นๆ เพื่อช่วยให้ผิวหน้าดูอ่อนกว่าวัย ในปัจจุบันน้ำผึ้งยังถูกใช้ในวงการแพทย์อีกด้วย โดย Rama Honey Team แห่งโรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ร่วมกันค้นคว้าและวิจัยถึงวิธีการรักษาแผลผ่าตัดซึ่งมีขั้นตอนมากมาย บางครั้งในรายที่แผลใหญ่อาจต้องมีการดมยาสลบร่วมด้วย ส่งผลผู้ป่วยได้รับความเจ็บปวดจากการเย็บและทำความสะอาดแผลเมื่อตื่นขึ้นมา

การใช้น้ำผึ้งเพื่อรักษาแผลนั้นมีมาตั้งแต่ในอดีตที่ยังไม่มียาแผนปัจจุบันใช้ เช่น แผลกดทับ แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก จากการศึกษาพบว่า น้ำผึ้งสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียบางชนิดได้ อีกทั้งยังช่วยลดอาการบวมของแผล และช่วยเร่งหรือกระตุ้นการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อใหม่ เพราะน้ำผึ้งถือเป็นแหล่งอาหารให้กับเวลล์เนื้อเยื่อ Rama Honey Team จึงได้นำน้ำผึ้งที่ปลอดเชื้อ ผสมกับน้ำเกลือสะอาด และน้ำยาฆ่าเชื้อโรค ในกลุ่มที่มีไอโอดีน(ไม่มีแอลกอฮอลผสม) ทำให้ผู้ป่วย ไม่เกิดความเจ็บปวด ทำให้สามารถทำความสะอาดแผลได้โดยไม่จำเป็นต้องเลาะ หรือตัดเนื้อเยื่อบริเวณแผลผ่าตัดออก จากนั้นใส่น้ำผึ้ง 2-3 ลบ.ซม.ลงในแผล จัดขอบแผลให้ตรง และสมานเป็นแนวเดียวกัน จากนั้นยึดให้ติดกันด้วยพลาสเตอร์ โดยในระยะแรก หากเนื้อเยื่อบริเวณแผล ยังมีการติดเชื้อมาก จะทำแผลโดยวิธีดังกล่าว วันละ 1-2 ครั้ง ภายใน 2-3 วัน จะพบว่า เนื้อเยื่อบริเวณแผล มีการอักเสบลดลง เนื้อเยื่อแดงขึ้น การบวมของแผลลดลง กลิ่นที่เกิดจากการติดเชื้อก็จะหายไป และเนื้อเยื่อบริเวณแผลเติบโตอย่างรวดเร็ว เมื่อแผลสะอาดแล้ว ใส่น้ำผึ่งในแผล จากนั้นยึดขอบแผลด้วยพลาสเตอร์ ไม่เปิดแผลเป็นเวลา 3-4 วัน ภายใน 2 สัปดาห์ เนื้อเยื่อก็จะติดกัน ตลอดแนวของแผล ทำให้ผู้ป่วย อยู่โรงพยาบาลเพียง 3-4 วันหลังการรักษา โดยไม่ต้องเย็บแผลใหม่ เสียค่าใช้จ่าย เพียงเล็กน้อย คิดแล้วเป็นสัดส่วน เพียงร้อยละ 5-10 ของการรักษาแบบเดิม โดยการหายของแผลไม่แตกต่าง กับวิธีการเย็บแผล

ภัยเงียบของโรคที่คุณไม่รู้ตัว ‘ภาวะไขมันพอกตับ’

ในยุคที่ทุกอย่างกำลังก้าวหน้ามีการพัฒนา สิ่งที่พัฒนาเช่นกันก็คือโรค ผู้คนสามารถเจ็บป่วยเป็นโรคได้ง่ายขึ้น และยิ่งพฤติกรรมบริโภคยิ่งแย่ลง  ไม่ใส่ใจการกิน ไม่ใส่ใจสุขภาพ ไม่ค่อยตรวจสุขภาพต้องรอให้ป่วยหนักๆ จึงมีเวลาตรวจสุขภาพและต้องมานั่งลุ้นว่า คอเลสเตอรอลจะเกินไหม ไตรกลีเซอไรด์จะพุ่งหรือไม่ โดยเฉพาะค่าน้ำตาลในเลือดที่มีผลให้เกิดความเสี่ยงสารพัดโรค เช่น โรคเบาหวาน ซึ่งนอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งโรคที่น่ากลัวไม่แพ้กัน คือ โรคไขมันพอกตับ โดยเกิดจากการที่ร่างกายของเราไม่สามารถนำไขมันที่รับประทานแล้วไปใช้ได้หมด จนทำให้เกิดการสะสมอยู่ที่ตับ

ไขมันพอกตับ คืออะไร?
พญ.ปิติญา รุ่งภูวภัทร อายุรแพทย์โรคทางเดินอาหารและโรคตับ โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า ไขมันพอกตับเป็นภัยเงียบ เนื่องจากไม่มีอาการเตือนอย่างชัดเจน หรือไม่แสดงอาการแต่อย่างใด กว่าจะรู้ตัวคือเจ็บป่วยเป็นโรคแล้ว หรือมักตรวจพบและได้รับการวินิจฉัยเมื่อมาตรวจสุขภาพประจำปี อาจมีอาการอ่อนเพลียควบคู่ไปด้วย มีอาการจุกแน่นบริเวณชายโครงขวา

กลุ่มเสี่ยงไขมันพอกตับ
ผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นภาวะไขมันพอกตับโดยส่วนใหญ่มักจะพบในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง กลุ่มอาการอ้วนลงพุง ผู้ป่วยที่มีน้ำหนักตัวมาก ชอบรับประทานอาหารหวาน ไม่ออกกำลังกาย

ภัยเงียบจากไขมันพอกตับ
โดยส่วนใหญ่ไขมันพอกตับระยะแรกหรือระยะเริ่มต้นมักจะไม่มีอาการ ไม่แสดงอาการ แต่หากปล่อยทิ้งไว้จนเกิดการอักเสบเรื้อรัง อาจทำให้กลายเป็นโรคตับแข็ง และเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งตับได้ นอกจากนี้ ยังพบว่า ผู้ที่เป็นโรคภาวะไขมันพอกตับจะมีความเสี่ยงหรือพบโรคแทรกซ้อน เช่น เสี่ยงเกิดโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น ซึ่งมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ที่ไม่ได้เป็นโรคภาวะไขมันพอกตับ ในภาวะนี้เกิดจากร่างกายไม่สามารถนำไขมันที่เรารับประทานไปใช้ได้หมด ส่วนใหญ่ผู้ป่วยไม่มีอาการ จึงอาจทำให้ผู้ป่วยไม่ทราบว่าตัวเองกำลังอยู่ในภาวะไขมันพอกตับ

การป้องกันไขมันพอกตับ

  1. ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี หรือทุก 6 เดือน จะช่วยให้พบความผิดปกติของตับได้เร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะไขมันพอกตับสามารถตรวจเจอในระยะแรกๆ สามารถตรวจพบได้ผ่านการตรวจเลือด อัลตร้าซาวด์ หรือการตรวจด้วยเครื่อง FibroScan
  2. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว หรือ อาหารที่มีไขมันทรานส์สูง เช่น เนื้อติดมัน เบคอน แฮม น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว เบเกอรี่ ครีมเทียม
  3. หลีกเลี่ยงน้ำตาลฟรุกโตส เช่น เครื่องดื่มที่มีรสหวาน คุกกี้ ลูกอม น้ำผลไม้ (ควรรับประทานผลไม้ทั้งผลมากกว่า)
  4. ควรรับประทานไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอก อะโวคาโด ถั่วต่างๆ ปลาทู ปลาแซลมอน ปลาทูน่า
  5. หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อย 4-5 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30-45 นาที
  6. หากใครอยู่ในเกณฑ์อ้วน คือ มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน ให้ลดน้ำหนักตัว สามารถปรึกษาแพทย์ได้เช่นกันว่าควรจะมีน้ำหนักประมาณเท่าไร
  7. ลดการดื่มแอลกอฮอล์ และงดสูบบุหรี่
  8. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 5-6 ชั่วโมงต่อวัน

โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ อันตรายแค่ไหน

หากลูกน้อยเป็นหวัดเรื้อรัง จามบ่อย อาจเป็นสัญญาณอันตรายของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้
นายแพทย์ภาสกร ชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ในปัจจุบันโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้หรือโรคแพ้อากาศมีแนวโน้มมากขึ้น ดังนั้นควรสังเกตสุขภาพของเด็กว่ามีอาการเหล่านี้หรือไม่

  1. เด็กมีอาการเป็นหวัดบ่อย ๆ เรื้อรังเป็นเวลานานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน
  2. มีอาการจามบ่อย ๆ โดยเฉพาะในช่วงเช้า
  3. คันตาเป็น ๆ หาย ๆ
  4. คัดจมูก หายใจไม่สะดวก ร่วมกับมีน้ำมูกใส ๆ ทุกวัน
    หากเด็กเล็กมีอาการดังกล่าว ให้สงสัยว่าน่าจะเป็นโรคภูมิแพ้ของจมูก โดยเฉพาะหากมีประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัว แต่อย่างไรก็ตามควรปรึกษาแพทย์เพื่อแยกจากโรคไซนัสอักเสบ โรคติดเชื้ออื่นๆ ในโพรงจมูก หรือภาวะที่มีสิ่งแปลกปลอมในโพรงจมูก ซึ่งอาจพบในเด็กได้บ่อย

การดูแลเด็กที่มีภาวะโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้
นายแพทย์อดิศัย ภัตตาตั้ง ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวเพิ่มเติมว่า การดูแลเด็กที่มีภาวะโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ควรปฏิบัติดังนี้

  1. หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ และสิ่งที่กระตุ้นถือเป็นหลักสำคัญที่สุดในการรักษา ผู้ปกครองจึงต้องสังเกตสิ่งที่กระตุ้นให้เด็กเกิดอาการด้วย สิ่งที่พบว่าเด็กมักจะแพ้ คือ ตัวไรฝุ่นในบ้าน ในห้องนอน หรือตุ๊กตาที่ใช้นุ่นหรือสำลี ฝุ่นบ้าน ซากแมลง กลิ่นของสารเคมี น้ำหอม ควันบุหรี่
  2. ควรจัดห้องนอนหรือห้องนั่งเล่นของเด็กให้สะอาด ห้องนอนของเด็กไม่ควรใช้พรมปูพื้นหรือมีข้าวของรกรุงรังซึ่งอาจทำให้กักฝุ่นได้ ควรทำความสะอาดด้วยการถูน้ำทุกวัน การกำจัดตัวไรฝุ่นโดยการซักผ้าปูเตียง ปลอกหมอนด้วยน้ำร้อนอุณหภูมิสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส นานอย่างน้อย 15 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ซึ่งสามารถช่วยลดการสัมผัสต่อสารก่อภูมิแพ้จากตัวไรฝุ่นได้ดี
  3. หลีกเลี่ยงการได้รับควันบุหรี่ เนื่องจากอาจทำให้มีอาการ น้ำมูกไหล จาม ตาแดง ไอ หรือหอบหืด
  4. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง
  5. ระมัดระวังการติดเชื้อหวัดจากคนใกล้ชิดในบ้านหรือที่โรงเรียน
  6. ผู้ปกครองควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์โดยเคร่งครัด ไม่ควรงดใช้ยาเอง เนื่องจากยาบางชนิดอาจต้องใช้เวลาพอสมควรจึงจะเห็นผลในการรักษา
  7. พาผู้ป่วยไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้งเพื่อการรักษาอย่างต่อเนื่อง

ภูมิคุ้มกันเป็นพิษกับสัญญาณอันตราย

โรค “ภูมิคุ้มกันเป็นพิษ” ไม่ใช่โรคใหม่แต่อย่างใด เพียงแต่เป็นโรคเดิมที่มีมานานแล้ว และมีหลายคนบนโลกที่เป็น หากเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องก็จะสามารถควบคุมอาการได้ ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต เพียงแต่หากปล่อยให้มีอาการต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาจส่งผลให้อาการกำเริบไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย และมีอาการหนักขึ้นเรื่อยๆ จนเสียชีวิตได้เช่นกัน

โรค “ภูมิคุ้มกันเป็นพิษ” คืออะไร?
โรคภูมิคุ้มกันเป็นพิษ เป็นเพียงชื่อหนึ่งของ โรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง หรือโรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง โรคภูมิต้านตนเอง และโรคภูมิแพ้ตัวเอง คนไทยบางส่วนเรียกว่า “โรคพุ่มพวง” เพราะศิลปินลูกทุ่งในตำนานอย่าง พุ่มพวง ดวงจันทร์ เสียชีวิตด้วยโรคนี้ ส่วนภาษาอังกฤษอาจเรียกว่า โรคออโตอิมมูน (Autoimmune) หรืออาจเรียกโดยทั่วไปว่า โรคลูปัส (Lupus)

โรคออโตอิมมูน เป็นกลุ่มโรคที่อธิบายถึงการทำงานที่ผิดปกติของเม็ดเลือดขาว ซึ่งโดยปกติจะทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันร่างกายของเราจากเชื้อโรค และสิ่งแปลกปลอมต่างๆ แต่เมื่อมันทำงานผิดปกติ เม็ดเลือดขาวผู้แสนดีจึงหันมาทำร้ายร่างกายของเองเสียเอง ทำร้ายเนื้อเยื่อในร่างกายจนเกิดอาการอักเสบอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดอวัยวะนั้นๆ ก็ใช้งานไม่ได้

ประเภทของโรคภูมิคุ้มกันเป็นพิษ
โรคภูมิคุ้มกันเป็นพิษ หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง มีด้วยกันหลายชนิด ได้แก่

  • SLE (Systemic Lupus Erythematosus) : เกิดจากมีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้มีการสร้างภูมิต่อต้านหลายชนิดต่อเซลล์และส่วนประกอบต่าง ๆ ของเซลล์ของตนเอง มีผลทำให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ ทั่วตัว
  • Neonatal Lupus : โรคแพ้ภูมิในทารกแรกเกิด
  • Drug-induced Lupus : โรคแพ้ภูมิจากยา เกิดจากการใช้ยาบางกลุ่ม และจะหายเมื่อหยุดใช้ยานั้น
  • Discoid Lupus Erythematosus : โรคที่มีผื่นแดงขึ้นที่ใบหน้าและสร้างรอยแผลเป็นหลังผื่นหาย
  • Subacute Cutaneous Lupus Erythematosus : โรคผื่นกึ่งเฉียบพลัน โดยผิวหนังบริเวณที่สัมผัสกับแสงแดดจะเป็นผื่น

สาเหตุของโรคภูมิคุ้มกันเป็นพิษ
สาเหตุหลักของโรคภูมิคุ้มกันเป็นพิษมาจากเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ทำงานผิดปกติเสียเอง โดยอาจได้รับแรงกระตุ้นจากสิ่งต่างๆ เช่น

  • กรรมพันธุ์
  • ความเครียด พักผ่อนน้อย
  • แสงแดด
  • รับฮอร์โมนเพศหญิง
  • สูบบุหรี่

10 สัญญาณอันตราย โรคภูมิคุ้มกันเป็นพิษ
เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียผิดปกติ

  • มีผื่นขึ้นตามตัวโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ผิวไวต่อแสงแดด
  • ผมร่วง
  • มีแผลที่ริมฝีปากและข้างในปาก
  • มีไข้ขึ้นสูง โดยอาการไม่ดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์
  • ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ
  • ปวดปลายนิ้วมือเท้าเวลาถูกความเย็น
  • มือสั่น ใจสั่น เหงื่อแตก
  • น้ำหนักลดลงอย่างไร้สาเหตุ

วิธีป้องกันโรคภูมิคุ้มกันเป็นพิษ
การรักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ เป็นวิธีที่จะช่วยกดอาการของโรคภูมิคุ้มกันเป็นพิษได้ ดังนั้นจึงควรยึดตามเคล็ดลับ 3 ข้อ คือ

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ

เท่านี้ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคได้ รวมถึงควบคุมอาการของโรคให้ดีขึ้นได้อีกด้วย

บุหรี่มือสองอันตรายกว่าที่คิด

ในแต่ละปีมีคนไม่สูบบุหรี่หลายแสนคนต้องเสียชีวิตด้วยโรคที่เกิดจากการได้รับควันบุหรี่มือสอง ซึ่งควันบุหรี่ในบรรยากาศ หรือควันบุหรี่มือสองนั้นเกิดจาก 2 แหล่ง คือ ควันบุหรี่ที่ผู้สูบบุหรี่พ่นออกมา และควันบุหรี่ที่ลอยจากปลายมวนบุหรี่ ทันทีที่บุหรี่ถูกจุดขึ้น การเผาไหม้ของมวนบุหรี่จะทำให้เกิดสารเคมีซึ่งเป็นสารพิษอันตราย ทั้งในควันที่สูดเข้าไปและควันที่ลอยอยู่ในอากาศ เป็นเหตุผลให้คนใกล้ชิดผู้สูบบุหรี่มีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยได้ไม่แพ้ผู้สูบนั่นเอง

1.หญิงมีครรภ์และเด็กทารก

มีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนในระหว่างตั้งครรภ์และคลอดบุตร โดยอาจมีอาการครรภ์เป็นพิษ แท้ง คลอดก่อนกำหนด และเกิดอาการไหลตายในเด็กสูงขึ้น
มีความเสี่ยงที่ทารกแรกคลอดจะมีน้ำหนักตัวและความยาวน้อยกว่าปกติ พัฒนาการทางสมองช้ากว่าปกติ และอาจมีความผิดปกติทางระบบประสาท และระบบความจำ
2.เด็กเล็ก

ทำให้เกิดความเจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น หลอดลมอักเสบ ปอดบวม และมีอัตราการเกิดโรคหอบหืดเพิ่มขึ้น
เกิดการติดเชื้อของหูส่วนกลาง
ในระยะยาว เด็กที่ได้รับควันบุหรี่มือสองจะมีพัฒนาการของปอดน้อยกว่าเด็กที่ไม่ได้รับควันบุหรี่
3.ผู้ใหญ่

เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจเพิ่มขึ้น 25-30%
เสี่ยงต่อการเป็นระเร็งปอดเพิ่มขึ้น 20-30%
เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งที่ลำคอมากกว่าผู้ที่ไม่ได้รับควันบุหรี่ 3 เท่า
เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งในส่วนอื่นๆของร่างกาย ได้แก่ กล่องเสียง ช่องปาก หลอดอาหาร และกระเพาะปัสสาวะ มากกว่าผู้ที่ไม่ได้รับควันบุหรี่ถึง 2 เท่า
ก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบหลอดเลือดหัวใจทันทีที่ได้รับควันบุหรี่มือสอง
สำหรับผู้ที่มีอาการหอบ หืด โรคหัวใจ และโรคหลอดลมอักเสบ จะทำให้อาการของโรคเพิ่มมากขึ้น

วิธีดูแลสุขภาพในปี 2019

  1. เปลี่ยนวิถีการกินอย่างจริงจัง

การที่เราจะมีสุขภาพดีได้นั้น หนึ่งในปัจจัยหลักอยู่ที่การกิน เพราะถ้าเรากินแต่สิ่งที่ดีมีประโยชน์ร่างกายเราก็จะได้รับแต่สารอาหารที่ดี บางคนชอบกินแต่อาหารที่ไม่มีประโยชน์ ร่างกายก็จะทำงานหนักในการขับสิ่งไม่ดีออกไป หลักการกินอย่างที่เราเคยเรียนมาง่ายๆ เลยครับ แค่กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ โภชนาการครบถ้วนและหลากลาย เน้นโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตที่มีประโยชน์ ขนมหรือของหวานชนิดไหนที่ให้พลังงานที่สูงมากก็ควรหลีกเลี่ยงหรือกินให้น้อยลง เครื่องดื่มก็สั่งเป็นแบบหวานน้อยเพื่อลดน้ำตาลลง อาจจะไม่อร่อยเหมือนเดิม แต่สุขภาพที่ได้กลับมานั้นจะดีขึ้นอย่างแน่นอน

2. พักผ่อนให้เพียงพอ วางแผนการนอนให้ดี

ในทุกๆ วัน เราควรเข้านอนช่วง 3-5 ทุ่มเพราะเวลานี้เป็นเวลาที่ระบบภูมิต้านทานโรคจะทํางานอย่างเต็มประสิทธิภาพ และสะสมพลังงานสํารองไว้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอตลอดคืน หากนอนเลยเวลาไป ถึงนอนครบ 8 ชั่วโมง ตื่นมาก็จะไม่รู้สึกสดชื่น และในช่วงเวลาตี 1-ตี 3 จะเป็นช่วงเวลาของตับขจัดสารพิษตกค้าง ถ้าช่วงเวลานี้ได้หลับ ตับจะหลั่งสารเมลาโทนินเพื่อฆ่าเชื้อโรค ทําให้หน้าอ่อนเยาว์ ถ้าใครอยากหน้าเด็กก็ควรวางแผนการนอนให้ดีนะครับ

3. ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี
การตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอจะทำให้เรารู้แนวโน้มสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การตรวจสุขภาพที่ถูกต้องจะทำให้เราได้รู้ว่า “เรายังมีปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้าง” เพื่อจะได้ป้องกันก่อนที่จะเกิดโรคนั้นๆ การตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะแรกๆ มีประโยชน์ต่อตัวเรามากกว่าการตรวจพบเมื่อมีอาการปรากฏมาระยะหนึ่งแล้ว

4. เช็คสุขภาพฟันเป็นประจำ
ปัญหาในช่องปาก เป็นปัญหาที่พบได้กับทุกคน เพราะเราต้องใช้งานช่องปากในการกินอาหารทุกวัน หรืออย่างคนที่ชอบดื่มชา กาแฟ แล้วไม่ไปขูดหินปูนก็มีโอกาสฟันห่างได้ หรือประสบปัญหาปวดฟันจนไม่มีสมาธิทำงาน ดังนั้นปัญหาช่องปากและฟันหากถูกแก้ไขอย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ จะง่ายและเจ็บปวดน้อยกว่า ประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าปล่อยไว้จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ครับ

5. ทำความรู้จักกับการออกกำลังกายในตอนเช้าของทุกๆ วัน
การออกกำลังกายในตอนเช้า บางคนฟังอาจจะขัดหูบ้าง เพราะตอนเช้าเป็นช่วงเวลาที่เร่งรีบที่สุด แต่ถ้ามีการวางแผนการนอนที่ดีแล้ว บริหารจัดการแบ่งเวลาอีกสักนิดเพื่อการตื่นมาออกกำลังกายในตอนเช้า เชื่อได้เลยว่าสุขภาพของคุณจะเปลี่ยนไป อย่างแรกเลยคือเพิ่มพลังสมองให้พร้อมเจองานที่หนักทั้งวัน และยังช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้ดียิ่งขึ้นด้วย

6. ผัก น้ำเปล่า ผัก น้ำเปล่า ท่องไว้ให้ขึ้นใจ
รู้กันดีอยู่แล้วครับว่า ถ้าจะทานอะไรที่มีประโยชน์กับร่างกายมากที่สุดก็คงไม่พ้น บรรดาพืชผักผลไม้ หรือ น้ำเปล่า คนไทยในยุคสมัยนี้ส่วนใหญ่จะมีภาวะติดหวาน ต้องบอกก่อนว่าบางคนไม่ได้ตั้งใจที่จะติดของหวาน แต่ด้วยเวลาที่เร่งรีบไปหมด ทำให้ไม่มีเวลาเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์สักเท่าไร และส่วนใหญ่อาหารที่เป็นจานด่วนนั้น ก็จะเต็มไปด้วยไขมันและน้ำตาลสูงมาก ดังนั้นควรต้องวางแผนและปรับพฤติกรรมของตัวเราเองเสียก่อน อาหารจานด่วนทานได้แต่ก็ควรทานให้พอดี ไม่มากจนเกินไป ถ้าเลือกได้ควรเพิ่มผักต่างๆ ลงไปในแต่ละมื้อให้มากขึ้นครับ

7. ดูแลสุขภาพของสายตา
ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ คำนี้เราได้ยินกันมาอย่างเนิ่นนาน แต่มันก็คือความจริง ทุกวันนี้ไม่ว่าเราจะทำงาน เล่นเกมส์ หรือแม้แต่จะทำกิจกรรมอะไร ก็จะใช้ดวงตาเกือบทั้งสิ้น โดยเฉพาะยุคสมัยที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น คนเราใช้เวลาอยู่กับมือถือเกือบตลอดทั้งวัน ไม่แปลกที่สายตาเราจะล้า ถ้าเราสังเกตดีๆ เด็กในยุคนี้สายตาสั้นกันเร็วมาก ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ควรจะบรรเทาความเมื่อยล้าของด้วยตาด้วยการนำผ้าชุบน้ำอุ่นๆ มาประคบดวงตาก่อนเข้านอนทุกๆ วัน และงดใช้มือถือก่อนนอนก็จะช่วยผ่อนคลายและลดการใช้สายตาลงได้บ้าง

แม้ว่าทุกคนจะมีเป้าหมายแตกต่างกันออกไป แต่ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่ควรดูแลมากที่สุดก็ไม่พ้นเรื่องของสุขภาพเป็นพื้นฐาน เพราะถ้าสุขภาพดีเราก็พร้อมที่จะทำตามแผนที่วางไว้ “ประกันได้หมด” ประกันสุขภาพจากแมนูไลฟ์ ก็เป็นอีกหนึ่งการวางแผนให้กับสุขภาพของเราในด้านของค่าใช้จ่ายไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ หากมีประกันสุขภาพไว้ยามใดที่เราเจ็บป่วยขึ้นมาก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องการหาหมอ และที่ดียิ่งไปกว่านั้นถ้าเราดูแลสุขภาพดีปีไหนไม่เคลมก็รับส่วนลดเบี้ยประกันสูงสุดถึง 30% เรียกได้ว่ามีแต่คุ้มกับคุ้มเลยครับ

สุขภาพช่องปาก ที่ไม่ควรมองข้าม

ฟันตาย เป็นอีกหนึ่งภาวะที่อันตรายภายในช่องปาก แต่หลายคนอาจไม่เคยได้ยินหรือไม่รู้จักมาก่อนกับภาวะนี้ และเพื่อไขข้อสงสัยเกี่ยวกับภาวะฟันตาย ว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร อาการแบบไหน มีสาเหตุมาจากอะไร เพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงกับปัญหา รวมถึงรักษาสุขภาพภายในช่องปากให้ถูกต้อง โดยข้อมูลจากทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง วิทยาเอนโดดอนท์

ส่วนประกอบของฟัน

  • เคลือบฟัน อยู่ชั้นนอกสุด
  • เนื้อฟัน ถัดเข้ามาจากเคลือบฟัน
  • โพรงประสาทฟัน มีเส้นเลือด เส้นประสาท และเซลล์ต่าง ๆ

ความหมายของฟันตาย

ฟันตาย คือฟันที่ไม่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงในโพรงประสาทฟัน ทำให้เซลล์ต่าง ๆ ในฟันตายไป

อาการที่สังเกตได้

  • ฟันเปลี่ยนสีคล้ำขึ้น
  • มีตุ่มหนองที่เหงือก เหงือกบวมหรือกดเจ็บบริเวณปลายรากฟัน
  • มีอาการเคี้ยวเจ็บหรือ กัดเจ็บ ซึ่งเกิดจากอาการอักเสบรอบปลายรากฟัน
  • เคยมีอาการเสียวฟันมากๆเมื่อมีสิ่งกระตุ้น เช่น ทานน้ำร้อน น้ำเย็น แต่อยู่ ๆ ก็ไม่รู้สึก อาจเป็นสัญญาณของฟันตาย

สาเหตุที่ทำให้ฟันตาย

คือ ภาวะอันตรายใดๆ ก็ตามที่ทำให้เชื้อโรคเข้าไปถึงโพรงประสาทฟันจนทำให้โพรงประสาทฟันติดเชื้ออักเสบและตายในที่สุด ส่วนใหญ่เกิดจากสาเหตุดังนี้

  • ฟันผุ ฟันสึก จนถึงโพรงประสาทฟัน
  • ฟันได้รับอุบัติเหตุถูกกระแทกอย่างแรง ทำให้เส้นเลือดที่มาเลี้ยงฟันฉีกขาด
  • ฟันร้าว หรือฟันแตก จากการใช้งาน มักเกิดในคนชอบทานของเข็ง นอนกัดฟัน กัดโดนก้อนกรวดในข้าว เป็นต้น
  • เป็นโรคปริทันต์ขั้นรุนแรง

วิธีตรวจอาการฟันตาย

ทันตแพทย์จะทำการซักประวัติ และตรวจฟันที่ต้องสงสัยอย่างละเอียด โดยการดู คลำ เคาะ ใช้เครื่องวัดความมีชีวิตของฟัน ร่วมกับดูภาพถ่ายรังสี แต่ ในบางครั้งอาจตรวจพบจากภาพรังสีในการตรวจฟันประจำปีโดยที่ผู้ป่วยไม่มีอาการบ่งบอกมาก่อนก็ได้

การรักษาฟันตาย

  • รักษารากฟัน
  • ถอนฟัน กรณีที่ฟันซี่นั้นไม่สามารถบูรณะได้ หรือผู้ป่วยไม่ประสงค์ที่จะเก็บฟันไว้
    หากไม่ได้รับการรักษา
  • ฟันตายที่ไม่ได้รับการรักษา กรณีจากฟันผุ จะผุกร่อนไปเรื่อยๆ
  • เกิดการติดเชื้อ ปวด บวม
  • มีการละลายของกระดูกปลายรากฟัน

การป้องกันฟันตาย

  • ตรวจสุขภาพฟันทุก 6 เดือน
  • แปรงฟันให้สะอาดร่วมกับใช้ไหมขัดฟัน ปัญหาที่พบบ่อยคือผู้ป่วยมักฟันผุบริเวณซอกฟัน ซึ่งเกิดจากการไม่ได้ใช้ไหมขัดฟัน
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานของแข็ง ลดโอกาสการเกิดฟันร้าว ซึ่งเป็นสาเหตุฟันตาย
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่เป็นกรด เช่น อาหารรสเปรี้ยว น้ำอัดลม เป็นต้น